ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

บทความพิเศษ...ธรรมะใต้แสงดาว

ธรรมะใต้แสงดาว
เรื่องหมื่นธาตุและแสนโกฎิจักรวาล

                ปีพ.ศ.๒๕๒๔ สมัยที่ขุดสระน้ำจะมีญาติโยมมาช่วยกันมาก เสียงรถยนต์ยังไม่เงียบเมื่อไร หลวงปู่ก็ยังไม่ขึ้นพัก หลวงปู่จะนั่งเป็นเพื่อนให้กำลังใจแก่ชาวบ้านที่มาช่วยงานทั้งหมด จะเป็นคนขับรถตัก คนขับรถบรรทุก ตลอดทั้งคนปลูกหญ้าตามขอบสระก็ดี หลวงปู่จะย้ายที่นั่งไปให้กำลังใจตรงโน้นพักหนึ่ง แล้วก็ย้ายที่นั่งไปให้กำลังใจชุดโน้นอีกพักหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น เวลานั่งให้กำลังใจคนงานหลวงปู่ก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ หลวงปู่จะเทศน์ให้พระเณรฟังอยู่ตลอดเวลา หรือมักจะนำเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่าประดับสติปัญญา บางครั้งก็พาพระเณรนั่งสมาธิไปด้วยคุมงานไปด้วย หรือเดินจงกรมไปด้วยคุมงานไปด้วย เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มจนขุดสระเสร็จ จึงนับได้ว่าในระหว่างนี้พระเณรที่ลงไปนั่งเป็นเพื่อนหลวงปู่ก็จะได้ยินได้ฟังสิ่งแปลกๆ ไม่ซ้ำเรื่องในแต่ละวัน
                คืนวันหนึ่งขณะที่หลวงปู่นั่งให้กำลังใจคนงานอยู่นั้น ท่ามกลางท้องฟ้าข้างแรมเดือนมืดสนิท ท้องฟ้าในฤดูหนาวจะแจ่มใสไร้เมฆหมอกใด ๆ ที่จะมาบดบังดวงดาว จึงทำให้บนท้องนภาสุกสกาวไปด้วยดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า หลวงปู่ปรารภพร้อมกับชี้มือไปที่ดวงดาว และกล่าวขึ้นมาว่า..นี่ดาวจระเข้..โน่นดาวไถ..นั่นดาวลูกไก่..ทางโน้นดาวเพชรหรือดาวพระศุกร์ก็เรียกดวงดาวทั้งหมดบนท้องฟ้านี้พระพุทธเจ้าบอกว่ามีอยู่ทั้งหมดหนึ่งแสนโกฏิดวงหรือแสนโกฏิจักรวาล...ดวงดาวแต่ละดวงก็คือจักรวาลหนึ่ง ๆ นั่นเอง แต่แยกเป็นจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่และที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ดาวที่มีแสงกะพริบวูบวาบๆ นั้นเป็นดาวหรือจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ส่วนดวงที่มีแสงนิ่งๆไม่กะพริบนั้นก็เป็นอีกจักวาลหนึ่งเช่นกัน...หลวงปู่เล่าต่อว่า...ดวงดาวทั้งหมดที่เรามองเห็นล้วนแต่เป็น ภพ ภูมิหนึ่งๆ ที่ดวงจิตวิญญาณของเราจะต้องไปจุติเสวยวิบากกรรม สวรรค์หกชั้นก็คือดวงดาวแต่ละดวงนั่นเองเหมือนโลกทิพย์ที่ผมไปสัมผัสมาแล้วจะมีแต่ความสุขดวงดาวแต่ละดวงบางดวงก็จะมีแต่ความทุกข์ยากลำเค็ญ ลำบากแสนเข็ญ ต้องเสวยวิบากกรรมไปจนกว่าจะหมดอายุขัยภพภูมิต่างๆ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกับตึก เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นกลางเป็นมนุษย์ ชั้นบนเป็นสวรรค์ ใต้ล่างเราเป็นนรก...แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างที่เราคิด พระพุทธเจ้าพระองค์บอกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าที่เราเห็นนี้นั่นแหละ คือ ภพภูมิที่เราจะต้องไปจุติและเสวยวิบากกรรม...สบายหรือลำบากขึ้นอยู่ที่ผลกรรมของแต่ละคนที่ทำเอาไว้นั่นเอง ถ้าทำกรรมดีก็ไปสู่ภพภูมิที่ดีเสวยทิพย์วิมาน ถ้าทำกรรมชั่วก็ไปสู่ภพภูมิที่เร่าร้อนเต็มไปด้วยไฟนรกเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา...ภพภูมิต่างๆ เหล่านั้นคือ
โลกเบื้องต่ำได้แก่อบายภูมิ ๖ มีนรกเปรตอสุรกายเดรัจฉาน
โลกเบื้องกลางได้แก่เทวภูมิ ๖ กับโลกมนุษย์ ๑
โลกเบื้องสูงได้แก่รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔
ส่วนภูมิที่พ้นโลกไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกมี ๔ ชั้น ได้แก่ พระอริยบุคคลสี่จำพวก คือพระโสดาบันโลกุตรภูมิพระสกทาคามี โลกุตรภูมิพระอนาคามี โลกุตรภูมิพระอรหันต์ โลกุตรภูมิซึ่งเป็นภูมิที่เหนือโลกเป็นแดนอมตะเป็นภูมิที่ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก โลกมนุษย์เรานั้นเป็นย่านกลาง เป็นศูนย์กลางของการทำดีทำชั่วดวงดาวที่จัดว่าเป็นสวรรค์ชั้นที่ใกล้ตัวเราที่สุดได้แก่
สวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาภูมิเทพเจ้าที่อยู่ในชั้นนี้มีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ หรือเก้าล้านปีมนุษย์ ผู้ที่ทำกรรมดีด้านบริจาคทาน สั่งสมบารมีในการบริจาคทานมาก ๆ ตายไปก็ไปอยู่สวรรค์ชั้นนี้
สวรรค์ชั้นที่สองดาวดึงสาภูมิเทพเจ้าที่อยู่ในชั้นนี้มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือสามสิบหกล้านปีมนุษย์ สมัยที่เป็นมนุษย์หมั่นทำกรรมดีด้านบริจาคทานและรักษาศีลตายไปก็อยู่สวรรค์ชั้นนี้
สวรรค์ชั้นที่สามยามาภูมิเทพเจ้าที่อยู่ในชั้นนี้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ล้านปีมนุษย์สมัยที่เป็นมนุษย์หมั่นทำความดีด้านให้ทานรักษาศีล และฟังธรรมตายไปก็อยู่สวรรค์ชั้นนี้
สวรรค์ชั้นที่สี่ตุสิตาภูมิเทพเจ้าที่อยู่ชั้นนี้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือห้าร้อยเจ็ดสิบหกล้านปีมนุษย์ สมัยที่เป็นมนุษย์หมั่นทำกรรมดีด้านให้ทานรักษาศีลฟังธรรม และเริ่มมีการทำสมาธิภาวนา ตายไปก็อยู่สวรรค์ชั้นนี้
สวรรค์ชั้นที่ห้านิมมานรตีภูมิเทพเจ้าที่อยู่ชั้นนี้มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือสองพันสามร้อยสี่ล้านปีมนุษย์สมัยที่เป็นมนุษย์หมั่นทำความดีด้านการทำจิตให้บริสุทธิ์ ให้ทานด้วยจิตบริสุทธิ์รักษาศีลให้บริสุทธิ์ และมีการปฏิบัติธรรมภาวนาทำสมาธิตายไปจึงก็อยู่สวรรค์ชั้นนี้
สวรรค์ชั้นที่หกปรนิมมิตตวสวัตตีภูมิเทพเจ้าที่อยู่ชั้นนี้มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือเก้าพันสองร้อยสิบหกล้านปีมนุษย์สมัยที่เป็นมนุษย์หมั่นทำความดีด้านบำเพ็ญภาวนาทำจิตให้บริสุทธิ์อย่างสูงส่ง มีคุณธรรมเต็มพร้อมทั้งด้านศีล สมาธิ ปัญญา มีการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมาธิภาวนาให้จิตบริสุทธิ์อย่างอุกฤษ ตายไปจึงอยู่สวรรค์ชั้นนี้
ชั้นพรหมโลกอีก ๑๖ ชั้นยิ่งพิสดารละเอียดอ่อนกว่าสวรรค์ ๖ ชั้นมากมายนัก
ส่วนโลกมนุษย์ภูมิของเรานั้นเป็นที่อยู่ของผู้ที่มีใจสูงได้แก่มนุษย์พวกเราๆ นี่เอง มีอายุโดยเฉลี่ยในสมัยพุทธกาล๑๐๐ ปี แต่ปัจจุบันนี้อายุสูงสุดของมนุษย์เราเหลือเพียง ๗๕ ปี ถ้าเกินกว่า ๗๕ ปี ก็ถือว่าได้กำไร โลกมนุษย์เรานั้นเป็นสถานที่ประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่ว ใครจะไปที่ต่ำหรือที่สูงก็มาเริ่มต้นกันที่โลกมนุษย์ของเรานี่เอง แต่ยังมีโลกอีกโลกหนึ่งที่อยู่ปะปนกันกับโลกมนุษย์ได้แก่
โลกเดรัจฉานภูมิซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์อีก ๔ ประเภท หนึ่งสัตว์ไม่มีเท้าไม่มีขา เช่น งู ปลา ไส้เดือน สัตว์ที่มีสองขา เช่น นก ไก่สัตว์ที่มีสี่ขา เช่นวัว ควาย และสัตว์ที่มีมากกว่าสี่ขา เช่น ตะขาบ กิ้งกือ สัตว์พวกนี้มีอายุไม่แน่นอนขึ้นอยู่ที่กรรม สมัยที่เป็นมนุษย์เป็นคนที่จิตไม่บริสุทธิ์ ประพฤติอกุศลกรรมอันหยาบช้า นี่เป็นเพียงเศษบาปกรรมที่หลงเหลือมาจากนรกแล้วจึงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อีกอย่างหนึ่งเป็นเพราะคตินิมิตเมื่อเวลาใกล้จะตายเศษบาปอกุศลกรรมที่ตนทำไว้นั้นมาให้ผล คตินิมิตจะแสดงให้เห็นถึงสถานที่ หรือวัตถุชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นแห อวน ศาสตราวุธหรือบาปกรรมที่ตนเคยทำไว้ เช่น เคยฆ่าหมู ฆ่าไก่ ก็จะเห็นเป็นภาพว่าตัวเองถูกฆ่า บ้างก็จะหวีดร้องขอชีวิตตอนใกล้จะตายหรือหวงห่วงทรัพย์สมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของตน จิตก็จะไปยึดเรื่องนั้นมาเป็นอารมณ์ ถ้าจิตดับวูบลงในขณะนั้น ทุคติย่อมเป็นที่หวังได้แน่นอน ย่อมไปเกิดเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในภพภูมิของสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง เช่นอาจจะเกิดเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก งูเหลือม หรืออาจจะไปเกิดเป็นควายให้เขาใช้ไถนา หรือไปเกิดเป็นหมาเฝ้าบ้านให้เขา ก็อาจจะเป็นได้...ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังให้จงดีอย่าให้พลาดท่า เสียทีไปเกิดในภูมิดังกล่าวนั้นได้เพื่อไม่ให้ประมาทจึงควรสร้างสติไว้ให้มั่นคง ให้สติของเราประคองจิตเอาไว้ให้อยู่ในบุญกุศลให้ได้ ให้นึกถึงความดีที่ทำเอาไว้ จะเป็นให้ทาน การบริจาคก็ดี การรักษาศีล ฟังธรรมตลอดทั้งการภาวนาก็ดี ขึ้นชื่อว่าความดีที่เราทำไว้ อยู่ที่ไหนนึกเอามาให้หมดนึกถึงพุทโธ ว่า พุทโธธัมโมสังโฆก็ได้นึกถึงพระอรหันต์ ว่า อะระหัง ๆ ก็ได้หรือนึกถึงแต่สิ่งที่ดีๆ แต่เราต้องทำความดีให้จิตของเราคุ้นเคยเสียก่อน ถ้าเราไม่เคยทำเอาไว้เลยเราจะนึกอย่างไรก็คงไม่มีความดีอะไรมาช่วยได้ เหมือนกับเราไม่เคยมีเงินฝากธนาคารเอาไว้เลย แต่เราจะไปเบิกไปถอนคงไม่ได้แน่ ส่วนคนที่เขาฝากไว้ประจำนั่นแหละเขาจะเบิกจะถอนเมื่อไรตอนไหนก็ได้ ดังนั้นคนที่คุ้นเคยกับการทำความดี คุ้นเคยกับการรักษาศีล บำเพ็ญสมาธิภาวนา เป็นอย่างดีแล้วนั่นแหละย่อมได้เปรียบกว่าบุคคลที่ไม่คุ้นเคยต่อความดี..ศีลห้าก็ไม่รู้ ศีลแปดก็ไม่รู้ ยิ่งสมาธิภาวนายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย.แบบนั้นน่าสงสารต้องไปสู่อบายภูมิแน่นอน.!
                อสุรกายภูมิเป็นที่อยู่ของพวกอสุรกาย เช่น เหล่าภุมมเทวดา และพวกดวงวิญญาณที่ชอบสิงสถิตตามศาลเจ้าก็ดีตามต้นไม้ก็ดี เป็นต้น
                เปรตภูมิเปรต ๑๒ ชนิด๔ ประเภท ๒๐ จำพวก พอสิ้นกรรมจากนรกแล้ว เศษบาปกรรมยังไม่หมดเสียทีเดียวก็ต้องไปเสวยผลกรรมต่ออีกด้วยการเป็นเปรตทนทุกข์ทรมานหวีดร้องซึ่งเป็นอกุศลกรรมเก่าอันเกิดจากที่ทำเอาไว้..เปรตบางประเภทตัวสูงเท่าต้นตาล มีมือใหญ่เท่าใบตาล บางประเภทปากเท่ารูเข็ม.เปรตเหล่านี้ที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะผลกรรมหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตเพื่อใช้กรรมไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย และสิ้นกรรม บางประเภทอยู่ได้ด้วยอาหารที่ผู้อื่นอุทิศให้เสวยของทิพย์ที่เรียกว่าบุญ จากการที่เหล่าบรรดาญาติพี่น้องอุทิศไปให้ หรือบุคคลอื่นอุทิศให้โดยไม่เจาะจงกับสัมภเวสีผีไร้ญาติ บางประเภทฉีกเนื้อตัวเองกินเป็นอาหารบางประเภทดูดเลือดตัวเองกินเป็นอาหารบางประเภทตาถลนออกมาเหมือนตาปู
                โลกนรก ประกอบด้วย มหานรก ๘ ขุมอุสสทนรก ๑๒๘ ขุมยมโลกนรก ๓๒๐ ขุมโลกันตร์นรก ๑ขุม รวมเป็น ๔๕๗ ขุม
จนกว่าการขุดสระน้ำจะแล้วเสร็จ พระภิกษุสามเณรที่ลงไปนั่งเป็นเพื่อนหลวงปู่ให้กำลังใจแก่ผู้มีจิตศรัทธามาช่วยงานในการขุดสระน้ำในคราวครั้งนั้นก็ได้ยินได้ฟัง ทั้งธรรมะและสาระน่ารู้อื่นๆ จากที่หลวงปู่เทศน์ให้ฟังท่ามกลางเมฆหมอกและน้ำค้าง เพราะแต่ละคืนกว่าหลวงปู่จะขึ้นพักผ่อนเวลาก็ล่วงเลยไปถึงสองยามเป็นอย่างต่ำเกือบทุกคืน
คัดจากหนังสือ ประวัติพระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย  ฐิตวิริโย)

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น