ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

บทความพิเศษ...สมมุติบัญญัติ

สมมุติบัญญัติ

            พระเดชพระคุณท่านก็จะยุให้ผมคุย  ผมปรารภซะนิดนึงว่า  เรื่องคุยนี่ผมนี่ก็ลำบากอยู่  ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ขึ้นมาก็ล้วนแต่  เป็นผู้ที่มีความรู้สูง  เรียกว่าพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ก็ได้  และจะให้ผมคุย  ไม่รู้จะคุยอะไร  ผมมองดูแล้ว  มันไม่มีอะไรจะคุย  เพราะทุกอย่างท่านทั้งหลายก็รู้แล้วทั้งนั้น      ไอ้สิ่งที่เอาคุยซ้ำๆ ซาก ๆ  มันรำคาญ   มันรำคาญ  เพราะนั้นก็  แต่ถึงอย่างไรพระเดชพระคุณท่านนิมนต์ก็จะลองดูคุยสักนิด 
ผมก็ต้องขอโอกาสพระเดชพระคุณพระปริยัติเมธีด้วย  และพระเถรานุเถระตลอดจนเพื่อนสหธรรมมิกด้วย และก็ท่านศาสดาจารย์ ดร.ปรีดี  เกษมทรัพย์  และท่านที่ปรึกษาของท่านรัฐมนตรีช่วยด้วย  และก็คณะแม่ชี และญาติโยมทั้งหลายด้วย  คืออันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเทศน์ไม่ได้ตั้งใจจะพูด      ก็ไม่ได้คิดอะไรมาเลย     จะมาใช้
ปฏิภานคุยเลย ก็จะไม่น่าฟัง แต่อย่างไรก็จะขอเล่าอะไรสักเล็กน้อย  เพราะพระเดชพระคุณท่านคุยเอาไว้แล้วว่า  เคยไปที่ไหนบ้าง  เคยอยู่ที่ไหน
            ผมก็เกิดที่จะหวัดร้อยเอ็ดนั่นแหล่ะครับ  ปี พ.. 2487  ผมก็ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น  ภูริทัตตเถระ  หลังญี่ปุ่นจะเข้าเมืองไทย  ตั้งแต่สมัยโน้นจนถึงสมัยนี้ก็รวมเป็นเวลา 42 ปีครับ  ก็นานโขเหมือนกัน  และครับก็เป็นผู้ที่มีโชคดี  เพราะว่า  ยังไงไม่ทราบนะครับ  แต่ผมก็คิดว่าผมเป็นคนที่มีโชคดี  เพราะผมได้ไปเจอหลวงปู่มัน  ภูริทัตตเถระ  ยังมีโอกาสอุปัฏฐากอุปถัมถ์ท่านอยู่  ขาด 6 ปีไม่กี่วันหรอกครับ  ก็ถือว่านานพอสมควร  และก็มีบรรดาพวกเณร ๆ  ทั้งหลาย  ซึ่งผมเป็นหัวหน้าใหญ่  ก็อยู่ด้วยกันหลายองค์ครับ  อุปฐากอยู่ที่นั้น
ผมก็อุปัฎฐากอุปถัมถ์ ดูพฤติการณ์ท่าน  ก็รู้สึกว่า  หลวงปู่มั่น  ภูริทัตตเถระนี้  เป็นที่น่าเคารพน่ากราบไหว้บูชาเหลือเกินครับ  ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่  เป็นผู้มีความประพฤติดีปฏิบัติชอบ  ถ้าจะให้ผมว่า  ให้ยกย่องก็ควรจะยกย่องว่า  สมควรจะยกย่องเป็นพระอรหันต์  สำหรับในสายตาและก็การพิสูจน์ของผม  ผมเป็นคนสันดานไม่ดีครับ  ชอบติคน  ชอบมองหาอะไรต่ออะไรต่างๆ    ส่วนใหญ่หนีไม่พ้น  เก็บไม่มิด  กิเลสออกมาน่ากลัวเห็น
 แต่สำหรับหลวงปู่มั่น  ภูริทัตตเถระ  ผมยอมรับ  ปีนี่ไม่เคยเจอเลย  ผมพยายามจับลักษณะกิเลสครอบงำท่านน่ะ  มีแต่คุณธรรม  มีแต่ความเมตตาปราณีแก่ศิษยานุศิษย์ที่เข้าสู่สำนักอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีตรงไหนซึ่งเป็นที่น่าติง  ยิ่งวินัยละก็ยอดเยี่ยมครับ  ยอดจริง ๆ ผมจึงยอมรับว่า  พระในประเทศไทยนี่  ผมเคยไปอยู่หลายองค์หลายแห่ง  ซึ่งเขาร่ำรือแล้ว  ไม่ถูกใจเหมือน  หลวงปู่มั่น  ภูริทัตตเถระ  ไปอยู่ไม่กี่วันกิเลสมันออกมา  ทีละตัวสองตัว  มีหลวงปู่มั่น  ภูริทัตตเถระองค์เดียวซึ่งผมยอมรับว่า ประเสริฐที่สุดครับ  ละผมก็วนเวียนอยู่ในคณะลูกศิษย์ของท่าน  หากในเมื่อไม่มีท่านแล้วนะครับ  12  ปี  ครับ ศึกษาอยู่ในนั้น 
            ทีนี้  ผมจะเล่าเรื่องแปลก ๆ  อะไรให้ฟัง  บรรดาพวกท่านทั้งหลายก็อาจจะได้ยินมาแล้วก็อาจจะเป็นได้  หรืออาจจะยังไม่ได้ยินก็มีนะครับ  ผมอยากจะเล่าเรื่องแปลกอันหนึ่งให้ฟังว่า  ผมไปที่ไหนก็แล้วแต่ ครูบาอาจารย์มักจะเทศน์ให้ฟังเสมอว่า ของจริง  อยู่เหนือสมมุติ  อยู่เหนือบัญญัติ 
ถ้าอันใดยังอยู่ในสมมุติบัญญัติ อันนั้นยังไม่ใช่ของจริง  แหมอันนี้ผมรู้สึกว่าไปที่ไหนก็ได้ยินได้ฟังเข้าหู  ตลอดเวลาว่า  เอ๊ะ  ทำไมครูบาอาจารย์ถึงพูดว่า  ของจริงหรือธรรมมะขั้นอุกฤษฎ์หรือ  ขั้นสูงเนี่ยต้องอยู่เหนือสมมุติบัญญัติ
 ถ้าอะไรยังอยู่ในสมมุติบัญญัติ  อันนั้นยังไม่จริง  สิ่งที่เราจะรู้จริง ๆ  มันต้องเหนือสมมุติบัญญัติ
ผมได้ยินมาตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงปัจจุบัน  เป็นเวลา 42 ปี  ครับได้ยินอยู่อย่างนั้น  แต่ทำไมทิฐิมานะของผมไม่ยอมรับว่าคำพูดนี้ถูกต้อง  ผมอยากจะอาราธนาท่านผู้รู้ทั้งหลาย  วิเคราะห์พิจารณาว่า  คำพูดอันนี้ถูกต้องละหรือ   จริงละหรือ  ผมอยากอาราธนานิมนต์ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้พิจารณา  เพื่อเราจะได้พิจารณาดูว่า  หากในเมื่อ  คำพูดนี้ไม่จริง  เราก็จะได้ไม่พูดต่อไป  หรือหากเห็นว่าคำพูดนี้จริง  เราก็จะได้พูดต่อไป
 ส่วนใหญ่อะไรก็แล้วแต่  มักจะจำคำพูดผู้อื่นไปพูด  ด้วยการขาดการไตร่ตรองพิจารณา  หรือหากว่าผมนี่มันผิด  หรือผู้พูดทั้งหลายเหล่านั้นผิด  ผมอยากให้ผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาดู  ผมเองบำเพ็ญมา 42 ปี  ในระหว่าง  10  ปี  ตัดสามเณรออก  จนเป็นพระ  ผมมีความพยายามมากแทบจะไม่พูดกับใครนอกจากครูบาอาจารย์ 
ผมมีความพยายามสูง  ดำเนินของผมทุกลมหายใจเข้าออก  มีสติสัมปชัญญะ  อยู่ตลอด  ทุกกิริยาอาการผมกลั่นกรองอย่างดี  ผมไม่เคยเผลอเลอเผลอตัวดำเนินอยู่ถึง 10 ปี  จนกว่าผมจะบังคับจิตของผมนี่ยอมรับสภาพความเป็นจริงได้
จนผมเกิดความสบาย  สามารถปล่อยวางอะไร บางสิ่งบางอย่างได้  แต่ผมรู้สึกจะสูขนัก  แต่ผมก็สบายเหลือเกิน  ดีเหลือเกิน แล้วผมก็ติดตามคำพูดคำนี้มาเสมอว่า  เท่าที่ผมบำเพ็ญมาถึงเท่าทุกวันนี่แหล่ะ  ผมก็ทดสอบเสมอว่า  ไอ้ของจริง ๆ  ที่มันอยู่เหนือสมมุติบัญญัติมันคืออะไร
  ผมก็ติดตามคำพูดนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  ยิ่งลึกเท่าไร  ยิ่งเห็นเท่าไร  ผมก็ยิ่งไม่เชื่อคำพูดนี่ว่ามันถูก  ผมเชื่อคำพูดนี่ว่ามันผิด  คงจะเผลอพูดโดยการพูดต่อ ๆ กัน  ด้วยการขาดการพิจารณาไตร่ตรอง  ทำไมถึงเป็นยังงั้น  อะไรครับ  มันเกินสมมุติบัญญัติมันคืออะไร  ผมก็อยากจะทราบว่า  อะไรกันแน่  การบำเพ็ญเบื้องต้น  นะครับ  ไอ้ของจริงคืออะไร
ของจริงก็คงจะเกินสภาพความเป็นจริงไปไม่ได้ครับ   แต่เวลานี้  เรารู้เราเข้าใจ  ฝืนสภาพความเป็นจริง  สภาพความเป็นจริงของเขาเป็นอย่างนี้  แต่มันมองฝืนไปอย่างนั้น  นี่มองฝืน  ไม่ใช่เรามอง  กิเลสมันมองนะครับ  ถ้าธรรมมะมองมันมองไปอีกมุมนึง  กิเลสมันมอง  มันมองไปอีกมุมนึง  มันคนละมุมกัน  กิเลสมันมองเป็นไง  มองไปเพื่อความสวยงาม  เพื่อความน่ารัก
  แต่ธรรมมะมองไป  เข้าสู่ไตรลักษณ์  สภาพของความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  และสภาพของความไม่สวยไม่งาม  ไม่น่ารัก  ไม่น่าใคร่  มันสุดแท้แต่กิเลสนำพา  มันสุดแท้แต่ธรรมมะนำพา  นะครับ
 หากในเมื่อพวกเรายังหลง          สิ่งเหล่านี้ตามรูปของกิเลส
มันหลอกให้ชวนดู  เราก็ไม่มีโอกาสจะเห็นของจริงได้  คำว่าของจริงคือไตรลักษณ์  สภาพของความไม่เที่ยงคือทุกข์ก็คือตัวของเราเอง  เอาตัวของเรามาว่ากัน  แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปหาผู้อื่น สัตว์อื่นหรือวัตถุอื่น  ต้องให้เห็นอันนี้  แต่ไม่ใช่มาเห็นด้วยสัญญา  รู้ด้วยสัญญา  เห็นด้วยใจยอมรับสภาพจริง ๆ  ลองดูซิ  เนี่ยมันเห็นดู  แล้วสิ่งที่มันเห็นสิ่งที่มันยอมมันเหนือสมมุติหรือ
มันไม่เหนือครับ  มันก็คือสมมุติบัญญัตินั่นแหล่ะ  แต่ว่าเราต้องเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงของเขา  แต่เข้าใจนี้ไม่ใช่ว่าเราคำนวณเอาเราเดาเอา  จิตของเรายอมจริง ๆ  แต่เวลานี้รับรองว่าพระคุณเจ้าทั้งหลายนี่รู้ทุกองค์  สภาพของความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา  หญ้าปากคอก  พูดกันติดปากติดคอ  แต่ใจของพระคุณท่านยอมรับละหรือ  ว่าสภาพอันนี้มันไม่เที่ยง  เป็นทุกข์เป็นอนัตตา  ยอมรับหรือยัง  นี่ละครับสำคัญ  ฉะนั้นพระกรรมฐานทั้งหลายนี่ มุ่งให้จิตยอมรับ  จึงได้หาอุบายวิธีรอบด้าน
การบำเพ็ญเพื่อสร้างตปธรรมขึ้นมาครอบคลุมจิต  แม้นว่าจะเห็นสิ่งต่าง ๆ  อันที่จะก่อให้เกิดความเศร้าสลด  น้อมนำมาพิจารณา  ยัดเหยียดให้จิตยอมรับ  เอาไปเรื่อย ๆ  แทบจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นในโลก  ในยุคสมัยที่บำเพ็ญอยู่  อย่างผมเป็นต้นพยายามอยู่ตลอดเวลา  สร้างอำนาจส่วนบังคับขึ้นมาตลอดเวลา  จนคุมจิตของตัวเองนี่  ให้อยู่ในที่ตั้งนี่ได้อย่างสมบูรณ์  โอกาสจิตและสติจะหนีหน้าอำนาจส่วนบังคับไปต่อลมสัญญาภายนอกนั้น  ยากมากครับ
  ภายใน 24 ชั่วโมง ทุกอย่าง คุมแจเลย  แม้ว่าการลุกเหินเดินนั่ง ก็ไม่ได้ขาดสติสัมปชัญญะ จะลุกขึ้น  จะนั่งลง  มองซ้ายแลขวา  หยิบยกของวางของทั้งสิ้น  ต้องกลั่นกรองพิจารณา  ญัตติเข้าสู่คำว่า  เราเป็นสมณะ  กิริยาอาการแสดงออกนั้นนี่เหมาะกับการเป็นสมณะหรือลูกพระตถาคตนั้นจะเป็นอย่างไร  ลุกอย่างไรถึงจะสวยงาม  ไม่กระเปิ่งกระป่างจนน่าเกลียด  หยิบของวางของ  หยิบขึ้นมาวางยังไงไม่ให้ดังเนี่ย  จะทำอย่างไง  ทุกกิริยาอาการนะครับ 
แม้แต่การพูด  ถึงแม้ว่าจะมีความรู้สึกทุกข์ขึ้นมาต้อง  ใช้สติยับยั้ง  พิจารณาซะก่อนว่า  ที่มีความรู้สึกวูบขึ้นมา  ที่จะให้เราพูดหรือแสดงนั้น  เป็นไปเพื่อผลดีหรือผลเสีย  เราต้องมากลั่นกรองเสียก่อนอย่างละเอียดละออ  ดีแล้วจึงได้แสดงออก  เพียงอารมณ์วูบเดียวนี่ปล่อยไม่ได้ครับ  ต้องกลั่นกรอง  ทำอยู่อย่างนี้ครับ 
ตลอด 10 ปีบริบูรณ์  จิตจำนนอำนาจส่วนบังคับ  ยอมรับ  โอปนยิกธรรมสิ่งทั้งปวงเข้ามา  เรื่องลักษณะไตรลักษณ์ยอมรับราบคาบ  จิตยอมรับสภาพความเป็นจริง  จิตเปลี่ยนความรู้สึกไปเสียแล้วครับ  ไม่เหมือนเดิมสำหรับคนละอีก  มองความเป็นอยู่ในโลกนี้
อยู่ในโลกนี้ไม่เหมือนเดิม  คือไม่มีความสุข  ไม่ดูดไม่ดื่ม  กิเลสทั้งหลายซึ่งเข้ามาแทรกนำพาให้เรามอง
สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามรูปของกิเลส คือ สวย งาม ดี  อะไรเหล่านี้  โอกาสที่เขาจะมาแทรกรุจหน้าเรานั้นรู้สึกว่า  หยุบตัวลงไป  ไม่ปรากฏขึ้นมา  ครับ
ช่วงระยะนั้นขึ้นมาถึง 10 ปี  อันนี้เล่าถวาย  หรือจะมองในรูปให้มันหนักขึ้นไปกว่านั้นอีกว่าอะไรหรือ  ซึ่งมันเกินสมมุติบัญญัติ
นะครับ  กามภพชั้นหยาบๆ  ซึ่งพูดกันอยู่นี้  เราสามารถแก้ไขได้จิตถึงจะมุดเข้าสู่สมาธิ  ฐาน  เบื้องต้น  ท่ามกลาง  ที่สุด ถึงอัปนาสมาธิได้อย่างละเอียดละออนั้น  มันต้องรู้จักกามภพชั้นหยาบ ๆ อย่างละเอียดละออ  ให้จิตยอมรับก่อน  ถูลู่ถูกังเราจะดันเข้าสู่กามภพชั้นละเอียดไม่เดินตามวัตรตามตอนเขาเนี่ย  เป็นไปได้หรือ  อันนี้ละครับ  โผงผางเข้าไปดันกันเลยผมว่าคงยาก
เพราะนั้นต้องเดินไปตามแถวตามแนวของเขา  ครับเขามีกฎเกณฑ์อยู่แล้วแน่นอน  ต้องรู้กามภพหยาบ ๆ  มนุษย์หยาบ ๆ ของหยาบ ๆ  ที่เห็นด้วยตาเนี่ย  ชัด ๆ อยู่แล้วเนี่ย  เราจะมองสภาพความเป็นจริงของเขา  ยังไม่ได้ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้วนี่นะครับ  ไอ้เรื่องสมาธิกามภพขั้นละเอียดๆ  ซึ่งจะเข้าไปสู่สมาธิ 3 ฐาน  แต่ละฐานนั้น  เป็นไปได้หรือ
 และ สมาธิ 3 ฐาน 3ระดับนั้นไม่ใช่สมมุติหรือ  ก็คือสมมุติ  ถ้าไม่สมมุติทำไมถึงจะรู้   ทีนี้ ขณิกะ  อุปจาร  อัปนา  เราจะรู้ได้อย่างไร  นะครับ  หรือจะไล่ให้ลึกเข้าไปอีก  รูปภพ  อรูปภพ  มันก็สมมุติมาหมดแล้ว  นะครับ
 สัญญา  เวทนะ  จิตตะ  นิโรธ  ก็สมมุติมาแล้ว  มรรคญาน  ผลญาณ  ความเป็นอยู่ของ  ชั้นมรรคผล หรือ นิพพาน  ตามรูปลักษณะความเป็นอยู่   อารมณ์ทุกอย่าง  สมมุติมาแล้วครับ
  สมมุติไม่ใช่เป็นพระไตรปิฎกหรือครับ  อะไรสิ่งที่มนุษย์ไปเห็นแล้วเนี่ย  ไปสมมุติบัญญัติได้ยังไง  นะครับ  สิ่งปุถุชนไปเห็นมาก็สมมุติ  แม้ว่าไปสู่ดาวพระจันทร์  ไปได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  ยังสมมุติเป็นห้วย หนอง บึง คลอง  เป็นชื่อเป็นนามมาเลย  นะครับ 
แล้วบรรดาผู้เป็นลูกของศาสดาสาวกทั้งหลายไปเห็นก็สมมุติมาแล้ว  พระศาสดาไปเห็นละเอียดละออก็สมมุติมาหมด  อะไรครับมันอยู่เหนือสมมุติบัญญัติผมไม่ทราบเหมือนกัน  ขอให้เรารู้เท่า  ขอให้เราเข้าใจความเป็นจริงของสภาพทั้งหมด  อย่าไปหลง  อย่าไปหลงนั่นสุข  นี่สุข  อย่าไปยึดเอาสุข  อย่าไปยึดเอาทุกข์  ยึดแบบไหน  เราก็ดูเองในเบื้องต้นก็ได้นะครับ  ปลายมือก็เหมือนกันกับเบื้องต้น  ไม่แตกต่างกัน 
ในเบื้องต้นความสุขของมนุษย์  เราไปยึดไปหลงในความสุขของมนุษย์  เพลิดเพลินในความสุขของมนุษย์  อยากเอาความสุขแบบโลกีย์สมบัติมาเป็นความสุขของเรา  เนื่องจากว่าเราหรือกูนี่มันยืนอยู่  ก็อยากจะดึงสิ่งทั้งปวงมาให้เรา  ไม่อยากให้ใครดูถูกเรา  อยากให้เขาชมเราอะไรอย่างนี้เป็นต้น 
            ลองดูให้ดี ๆครับ  มองดูให้ดีดี  อ่านให้ดีดี  ให้ละเอียดละออ  อันนั้นล่ะครับ เรามักจะมองในรูปแบบนี้  เป็นอย่างนี้  ความจริงเราน่าจะมองในรูปของธรรมมะให้มันหนักเข้าไปอีกว่า  สภาพของความเป็นจริงนั้นคืออะไร  ให้มันชัดเจน
เราเวลานี้มันพูดได้ทั้งนั้น  ทุกองค์พูดได้  แต่ว่าใจยอมรับแล้วหรือยัง  สภาพความเป็นจริงอันนั้น  ลองให้ใจยอมรับดูซิครับ  ผมว่าแน่นอน  แต่ถ้าที่จริงเรา  อย่างว่าล่ะครับ  เวลานี้เราไม่ใช่ตัวของเรา  กิเลสเป็นเจ้านายเรา  ทุกอย่างเวลานี้เราอยู่ได้ด้วยอำนาจของกิเลส  หรืออยู่ด้วยอำนาจโลกธรรม  หรือจะเรียกว่าอยู่ด้วยอำนาจของประสบการณ์ 
สุดแท้แต่ว่าประสบการณ์ทำให้เราหัวเราะเราก็หัวเราะ  ประสบการณ์หรือเหตุการณ์ทำให้เราร้องไห้เราก็ร้องไห้  เราไม่ได้เป็นตัวของเรา  อะไรมันหัวเราะร้องไห้ก็กิเลสมันหัวเราะร้องไห้  เราไม่ใช่ตัวของเรา  เราไม่ได้เป็นไท  เวลานี้กิเลสมันเป็นเจ้านายเรา  เพราะนั้นมองรูปต่าง ๆ นั้น จึงได้มองเพื่อความสวยความงาม  เพื่อจะดึงสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อเราเพื่อกู   เพราะความเข้าใจไม่ถูกต้อง  กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันจูง  และกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันบัง  มันบังจนมองสภาพความเป็นจริงไม่เห็น  จึงทำให้เราเนี่ยหลงความเป็นอยู่ในโลก  และการหลงอันนี้แหล่ะ  มันจะต้องมาเกิด  การเกิดอันนี้แหล่ะเราจะได้มาประสบ  ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงอย่างที่เราเป็นอยู่
ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วอะไรครับมันจะชวนเรามาเกิด  เพราะสภาพความเป็นจริงมันเห็น ตัวภพตัวชาติมันเป็นอย่างนี้อย่างนี้  อะไรล่ะครับจะชวนเรามา  เกิดแล้วก็ตายเกิดแล้วก็ตาย  มาจะต้องมาเผชิญความทุกข์อย่างนี้อย่างนี้  ถ้าเรามีรูปธรรมมะสักนิดนึงเป็นหลักยืนเข้าไปวิเคราะห์ละก็รับรองได้  ไม่เห็นน่าอยากจะมาเกิดอะไรเลย 
แต่วันนี้เราดูซิครับ  กิเลสมันเป็นเรา  เราไม่ได้เป็นตัวของเราเอง  กิเลสมันนำพาเราเหลือเกิน  เราก็ยอมเป็นทาสของกิเลส  นะครับ  ก็มองไปตามรูปของกิเลส  ไม่ปฏิวัติทวนกระแสกัน  ให้มันเอากันจริงจังกันซะทีซิ  ปฏิวัติกันจริงจัง  เอากันจริง ๆ  อุบายวิธีต่าง ๆ ที่จะดำเนิน  ที่จะเอาชัยชนะต่อกิเลสเหล่านั้นทำอย่างไร  นะครับ 
อุบายวิธีทำสมาธินั้น ๆ  จนกว่าจิตของเราจะยอมรับสภาพความเป็นจริง  แค่ 3 อย่าง  สภาพของความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  แค่นี้ล่ะครับ  ประตูที่จะเจาะเข้าไปหาธรรมมะขั้นละเอียดนั้น  จะโล่งวูบขึ้นมาทันที  แต่เวลานี้เรามันเจาะไปไม่ได้  ทำไม  ความเคยชินของกิเลสซิครับ  เพราะจิตของเราไม่ได้เกิดชาติเดียวนะครับ  มันเกิดมากี่ล้านกี่โกฏชาติแล้วครับ  และความเป็นอยู่อย่างนี้อย่างนี้มันเป็นอย่างนี้  ความเกี่ยวข้องในระหว่างเพศตรงข้ามแต่ละชาติมันเป็นอยู่อย่างนี้  มันชินอยู่อย่างนี้  ไอ้สิ่งที่มันชิน ๆ อันนี้ละครับมันแกะไม่ออก  เพราะมันเคยมา 
อย่าไปว่าประสาอะไรแค่นี้ครับ  แค่อาหาการบริโภคที่เราเคยขบฉัน  หรือบริโภคตั้งแต่สมัยเราเป็นฆราวาส  สุดแล้วแต่เราอยู่ในภูมิภาคไหน  เคยกับอาหารอะไร  พร้อมทั้งหูด้วย  เคยได้ยินมาในรูปแบบไหน  อย่างอื่นนั้นถึงแม้ได้ยินก็ดี  หรือถึงแม้จะได้ลิ้มรสก็ดี  ความซึ้งยังไม่สมบูรณ์  แต่ถ้าไปเจออย่างที่เราได้ยินมาแล้วเราจะซึ้ง 
แค่ปัจจุบันนั้น  ที่เขาสั่งสมกันมามันยังติดขนาดนี้  ส่วนความเป็นมาทุกภพทุกชาติน่ะมันยากที่จะแก้ไขได้  ถ้าเราไม่เอาจริง ๆ นะครับ  อันนี้ผมว่าอย่างนั้น  เพราะนั้นผมอยากจะอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลาย  ซึ่งเป็นผู้มีเวลาอันสั้น  หมายความว่า  เวลาที่จะบำเพ็ญอย่างนี้อย่างนี้น่ะ  โอกาสอย่างนี้อย่างนี้  น้อยเหลือเกินครับ 
ในเมื่อพระคุณเจ้ามาได้โอกาสอย่างนี้นั้นผมว่า  ไม่ควรคุยกะเล่น  ไม่ควรยอมกัน  ไม่ควรตลกโปกฮา  ควรตั้งสติสัมปชัญญะ 24 ชั่วโมง  อย่างตั้งใจ  ชั่วระยะเวลาเราแค่ 15 วันนะครับ ต้องเอาจริง ๆ  กำหนดอยู่ทุกระยะ  เราจะลุกจะเหินจะเดินจะนั่งจะพูดจะคุยอะไร  ต้องมีสติเข้าครอบคลุม   กลั่นกรองวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยออกมา
ในเมื่อไม่จำเป็นละก็คุมเอาไว้  พยายามตั้งสติคุม  ให้ทำอยู่อย่างนี้เสมอนะครับ  ผมคิดว่า  คงจะได้ผลมั่งนะครับ  อันนี้ผมเล่าสู่ฟังกันอย่างนั้น  ผมคุยไปรู้สึกมันยาว  ผมก็รู้สึกมีความละอายตัวเองมาก  ตัวเองไม่ใช่นักพูด  พูดไม่เก่งด้วยและครูบาอาจารย์เหล่านี้คือ พระไตรปิฎกเคลื่อนที่  ผมถวายในเรื่องอุบายวิธีในเบื้องต้น  ที่จะให้เราเข้าใจในเรื่อง  กามภพชั้นหยาบๆ
เรื่องของมนุษย์หยาบ ๆ  เห็นด้วยตาแม้แต่ภายในของเราก็เห็น  สิ่งที่เราเข้าไปในปากเราเป็นอย่างไร  แล้วตื่นเช้ามาเป็นยังไงเราก็เห็น  ไอ้ของที่เราเห็น ๆ  ทำไมมันจึงหายไปเสีย  ทำไมไม่มองเข้ามาในสภาพอันนี้  ให้มันชัดเจนเข้าไป  ว่ามันสวยงามจริงไหม  เพราะสิ่งมาหล่อเลี้ยงเขาเป็นอย่างนี้อย่างนี้  มันสวยงามจริงหรือ  อะไรเหล่านี้ 
ตลอดคนตาย  คนเจ็บ  คนป่วยก็เห็น แล้วมันหายไปไหน  ดึงเข้ามาให้มันเป็นอารมณ์ไว้  เอาเข้ามาสอนจิตเรา  ครับระยะช่วงปัจจุบันนี้ไม่ยาวเลย   พยายามทำอยู่เสมอ  ให้มันได้ 24 ชั่วโมง  ผมคิดว่า  จิตคงจะยอมรับสภาพความเป็นจริง  ถ้าจิตยอมรับสภาพความเป็นจริง  กับความรู้โดยสัญญากับเรื่องจิตยอมรับคนละแบบกัน  ความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของจิตจะเปลี่ยนแปลงมาก 
เพราะนั้นผมขออาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลาย  ที่ได้โอกาสอันดีแล้วมาบำเพ็ญกัน ณ สถานที่นี้  ขอให้ตั้งอกตั้งใจ  อย่าไปมัวคุยกัน  ฟุ้งซ่านนะครับ  การคุยกันทำให้ฟุ้งซ่าน  ต้องตะล่อมจิตให้อยู่ในวงแคบตลอดเวลา  ต้องตะล่อมเอาไว้  ให้อยู่ในวงแคบ  ตลอด 24 ชั่วโมง  ครับ จะไปไหนมาไหนต้องควบคุม  อย่าเผลอครับ  ผมคิดว่าคงจะได้ผลบ้างพอสมควร  ถ้าไม่ตั้งใจจริง ๆ ละก็ผมว่าลำบาก 
ผมเองก็บำเพ็ญมา 10 ปี เต็มบริบูรณ์  แทบจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น  ผมจึงค่อยมองเห็นลักษณะหน้าตาเขาว่าอ่อจิตยอมรับสภาพอันนี้แล้ว  โฉมหน้าของธรรมมะที่ผมต้องดำเนินผมเห็นชัดเลยจริง ๆ   ลุยกันตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน  รวมแล้วเวลาของผมที่ดำเนินมา 42 ปีครับ  ไม่ใช่เบา   ผมก็ได้แค่ผลนั้น  ผมอวดตัวผมได้นะครับ  บางคนว่าไม่ต้องอวดก็ได้ 
ผมได้แต่ผมซาบซึ้งในคุณธรรม  ไม่มีอะไรเทียบหรอกครับ  สมบัติอะไรในโลกจะมาเทียบเท่าไม่มี  ผมขออุทิศชีวิต  ขอถวาย  หากในเมื่อความดีอันนี้สลายไป  ผมตายดีกว่า  ผมขอบูชาด้วยการประพฤติทุกอย่าง  เพื่อเป็นการบูชาประคองความดีอันนี้เอาไว้  และความดีใดยังไม่เกิดผมไม่ถอยครับ  ผมลุยของผมอยู่ทุกวัน  พาพระเณรของผมลุย  เพราะผมซาบซึ้งในคุณความดีอย่างที่สุดครับ
 ผมว่าถ้าหากว่าพระคุณเจ้าทั้งหมดก็เช่นกัน  ดูครั้งสมัยพุทธกาลซิ  ผู้สำเร็จธรรมตามพระพุทธเจ้า  ขอทานก็มี  เศรษฐีก็มี  มหาเศรษฐีก็มี  คหบดีมหาศาล  พระมหากษัตริย์ก็มี  ไม่เห็นมีใครถอยหลงสักองค์เดียว  เพราะนั้นสรุปแล้วธรรมมะเป็นของประเสริฐครับ  ผมเองผมก็เชื่อเพราะผมได้นิดนึง  ซาบซึ้งเหลือเกินเวลานี้ 
เพราะนั้นผมจึงอยากอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลาย  ที่ดำเนินนี้  ให้ดำเนินเข้าไปเถอะครับ  แต่ความรู้ผมยอมรับว่ารู้  แต่ธรรมมะที่เข้าไปถึงนี่  ผมยังไม่ยอมรับพระคุณเจ้าทั้งหลายเข้าถึงบ้างไหม  ผมจึงอยากอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ  ในโอกาสมาบำเพ็ญนี้เวลาสั้นแค่ 15 วัน  ให้ได้คุณธรรมกลับไปบ้างเถอะครับ  ผมขออาราธนานิมนต์  ผมคุยมาก็ยาวเกินไปครับ   ผมก็ขอยุติแค่นี้ครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น