ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

รักษาศีลทำสมาธิ


.................สมาธินี้เราต้องอาศัยศีลนี่เป็นพื้นฐานเราต้องพยายามรักษาศีลของเราไว้ให้ดี ศีลนี้สำคัญนะ จะเป็นศีล ๕ ก็ตาม ศีล ๘ ก็ตาม เพราะถ้าไม่มีศีลแล้ว ทำสมาธิไม่เกิด ศีลนี้ต้องเป็นพื้นฐานเป็นตัวนำจริง ๆ เพราะฉะนั้นควรจะรักษาศีลนี้ให้ดี ยกรูปเปรียบง่าย ๆ คล้ายกันกับว่ามีผ้าผืนหนึ่ง มันสกปรกมีสีดำสีด่างต่าง ๆ มันสกปรกนะ เราเอามาย้อมจะซักให้สะอาดนี่สีมันกินไม่สม่ำเสมอ เราจะมองเห็นได้มันกินไม่สม่ำเสมอฉันใดก็ดี การทำสมาธิเช่นนั้นเหมือนกัน ที่นี้ถ้าผ้าเราเอาลงแฟ๊บเสียให้สะอาดขาวหมดจด ไม่มีมลทินอันใด อันไหนเจือแล้ว เราจะลงสีเหลืองสีดำแดงอะไรก็แล้วแต่ กินสม่ำเสมอแลแล้วสวยสดงดงาม อันนี้ฉันใด การกระทำสมาธิของเรา ๆ ต้องพยายามสิ่งที่เป็น อุปสรรคต่อสมาธิจิต สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสมาธิจิตนั้นก็คือ กิเลสส่วนใหญ่ ๆ ตัวใหญ่ ๆ อันนี้มันสามารถที่จะมาป้องกันสมาธิจิตไม่ให้เกิดได้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีศีลเป็นตัวป้องกันกิเลสตัวใหญ่ ๆ เช่น โลภรุนแรง โกรธรุนแรง อะไรเหล่านี้เป็นต้น จึงได้มีศีล ๕ ศีล ๘ เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้กิเลสตัวใหญ่ ๆ นี้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงทำสมาธิ เมื่อเข้าไปสู่ฐานของสมาธิกิเลสตัวละเอียด ๆ ตัวปัญญาจะเข้าไปพิสูจน์ และแก้ไขปลดเปลื้องเอง หรือจะยกรูปเปรียบอีกอันหนึ่ง ก็เหมือนกันกับพวกเราผู้ทำไร่ การทำไร่นี่เขาต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ลงเสียก่อน ถ้ามีต้นไม้ใหญ่ก็ดีเราก็เผา เผาเสร็จเรียบร้อยแล้วมีหญ้ารุ่นเกิดขึ้นนี้เขาต้องสับต่อถางให้เตียนสะอาดดีเสียก่อน จึงจะปลูกข้าวหรือถั่วริสงหรือสิ่งที่ตัวเองจะต้องปลูกลง ถ้าเราไม่ถางเราไม่ดายหญ้าเราไม่ฆ่ารุ่นก่อนเราไปปลูก ผลอันที่เราไปปลูกไม่งอกงามหรอกแดงหรือบางทีอาจจะตายไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเราถางดีแล้วเรียบร้อยดายหญ้าทำรุ่นพรวนดินอะไร เสร็จนี้ เราปลูกแล้วมันจะงอกงามขึ้นมา แต่เราคอยพยายามระวังหญ้าอันที่จะแทรกขึ้นมาให้เสมอ จนกว่าต้นข้าวหรือต้นถั่วมันเติบโตเจริญขึ้นมาแล้ว มันสามารถที่ชะข่มไอพวกพืชต่าง ๆ ที่จะขึ้นมาแย่งอาหารไปในตัว ฉันใดก็ดี การกระทำสมาธิจิตนี้ เราต้องป้องกันความโลภอันรุนแรง ความโกรธอันรุนแรง ด้วยอำนาจของศีล ซึ่งเราวิรัติขึ้นมาแล้ว ถ้าฝ่ามือล่วงเกินก็เป็นอันว่าทำลายศีลของตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงให้ศีลนี้เป็นกำแพงหรือรั่ว กางกั้นกิเลสตัวใหญ่ ๆ หรือบาปตัวใหญ่ ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นก่อน เมื่อเราสามารถป้องกันบาปส่วนใหญ่แล้ว เราก็ต้องสิ่งที่มีอุปการะต่อสมาธิจิต เช่น เราทำทานการบริจาคก็ดี คำพูดอันที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นสัตว์อื่น ก็ดี การกราบไหว้พระอภิวันทนาการนอบน้อม แด่ พระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็ดี  สิ่งทั้งปวงนี้ย่อมเป็นอุปการะต่อสมาธิเหมือนปุ๋ย สามารถที่จะทำให้ต้นไม้ซึ่งเราปลูกงอกงาม ฉันใด สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ย่อมจะทำให้ธรรม คือ สมาธิจิตงอกงามเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การกระทำสมาธิจิตอย่าลืมนะเรื่องศีล บางคนเข้าใจว่าไม่จำเป็น เรื่องสมาธิเป็นเรื่องของสมาธิ ศีลเป็นเรื่องของศีล คนละอันกัน ไม่ถูกเรื่องสมาธินี้ถ้าไม่มีศีลเป็นพื้นฐาน ไม่มีศีลเป็นกำแพงกั้นบาปตัวใหญ่ ๆ ไว้ก่อนแล้ว บาปตัวใหญ่ ๆ ตัวโต ๆ จะมาตัดบทตัดรอนเสียหมด ไม่ทำให้จิตของเราเป็นสมาธิได้เพราะฉะนั้นจงพยายามทำจิตของตัวเอง ให้หมดจดในส่วนศีล หมายความว่า บาปหยาบ ๆ ขอให้หมดจดไว้ก่อน แล้วจึงสมควรที่จะต้องทำสมาธิกันอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ขอให้พยายาม


......ก่อนจะกระทำสมาธินี้ขอให้เราไหว้พระเสียก่อนไหว้พระเช่นในโอกาสอันควรนะ เช่น จะเป็นตอนเช้า หรืออาจจะเป็นตอนเย็นก่อนเข้านอนอะไรเหล่านี้เป็นต้น ไหว้พระเสียก่อนไม่มากก็น้อย ให้กราบลงไป พุทโธ ธัมโม สังโฆ  กล่าวนะโมตัสสะ ๓ หน เป็นการนอบน้อม แด่ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อนได้ดี แล้วก็นั่งต่อไป แต่ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปว่าอะไรจนเกิดเวลายืดยาวอันนั้นไม่ควร ซึ่งท่านอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ ท่านสอนเสมอว่า การไหว้พระ การสวดมนต์ ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไรนัก แต่ก็จำเป็นอยู่ว่า ควรทำ แต่อย่าให้มาก จนกินเวลาที่เราจะทำสมาธิของจิตเสียหมด เมื่อสวดมนต์ยืดยาวมันเหนื่อย โอกาสที่เราจะทำสมาธิจิตมันหมด การกระทำสมาธิจิตได้น้อย จิตก็ย่อมเป็นสมาธิได้ยากเมื่อผู้ใดรีบไหว้เสียย่อ ๆ พอสมควรแล้ว เข้าสมาธิ เวลาของเรายืดยาว อุบายวิธีที่จะปล้ำ หรือกล่อมจิตของเราให้เข้าสู่สมาธิ มีโอกาสอันยาวนาน ก็สามารถที่จะทำให้เป็นไปเพื่อสมาธิได้ ก็เป็นอย่างนั้น....

.........แต่อย่าลืมในวิธีที่จะทำสมาธินี่เป็นอุบายที่จะสร้างกำลังชนิดหนึ่ง เรียกว่า ธรรมาวุธ อาวุทธคือพระธรรม สร้างมาเพื่อประสงค์อะไร สร้างมาเพื่อจะมายุทธวิธีกับกิเลส หรือต้องการป้องกันจิตไม่ให้เชื่อมต่อภพ เพื่อต้องการจะทำลายภพของจิต ให้หมดจดจากภพซะที่นี้ส่วนกำลังที่จะสร้างขึ้นก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกล สติ หมายถึงตัวคุ้มครอง ป้องกันไม่ให้จิตของเราซึ่งมันไวต่ออารมณ์วอกแวก ไปต่ออารมณ์อันเป็น อตตารมณ์ คิดมุ่งใน อนาคต ต้องการอยากจะเป็นอย่างนี้ มีความมุ่งมาดปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ ก็ดี ในลักษณะที่จะทำความฟุ้งซ่านให้แก่เราเอง เราสร้างมาเพื่อป้องกันไม่ให้จิตของเราเป็นไปตามรูปอย่างนั้น ต้องการจะตล่อมหรือบังคับจิตของเรา เข้าสู่สมาธิจิตแน่ จมดิ่ง เข้าไปสู่สมาธิจิต เมื่อกกระแสเข้าสู่สมาธิแล้ว เราจะเห็นผลได้หลายอย่าง.....

อบรมพระ  แม่ชี  ผู้ปฏิบัติธรรม เรื่องการรักษาศีลทำสมาธิ  โดยพระอาจารย์สมชาย  ฐิตวิริโย  วัดเขาสุกิม

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น