ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

การฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ

            อันนี้ประเสริฐหาที่สุดมิได้ แหม ดีจริง ๆ  ดีมาก  อันนี้แสดงว่าพวกเรานี้มีอุปนิสัยพอสมควร  ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราคงจะไม่อธิษฐานอะไรเพื่อเป็นบารมีให้มากมายถึงขนาดนี้   แสดงว่าพวกเราเนี่ยคงเกิดมาเป็นมนุษย์กันหลายชาติ       และก็คงเจอศาสนามาแล้วหลายหน  ก็คงจะได้สร้างบารมีนี้ติดต่อกันมานาน  จึงบรรลุอุปนิสัย  จนถึงขนาดกล้าเสียสละ  และอธิษฐานหลายสิ่งหลายอย่าง  เพื่อเป็นการป้องกันความชั่ว  กำจัดความชั่ว  อันนี้เป็นสิ่งประเสิรฐที่สุด
 ต่อนี้ไปพวกเราก็จะได้ภาวนากันแยกย้ายกันไปภาวนา  คณะแม่ชี  คณะหญิงก็ลงไปข้างล่าง  คณะผู้ชายและพระก็อยู่ข้างบนนี้  ส่วนพระอยู่ข้างบนนี้  วันนี้อย่าให้มาก  เพราะมีญาติโยมใฝ่เยอะ  การเดินจงกรมจะไม่สะดวก      อยากให้แยกไปที่โบสถ์บ้างชุดนึง  แยกไปตึกธรรมวิจัยบ้างชุดนึง  ปริมานมันจะได้น้อยลงนะ  ทีนี้การทำสมาธินี่  บางท่านบางคนก็อาจจะไม่เข้าใจ  คือการทำสมาธินี้ คุณค่าประโยชน์มากเหลือเกิน 
เฉพาะผู้ที่ทำใหม่ ๆ  ตื้น ๆ  กีคุณค่ามาก  วันนี้จะเล่าเฉพาะผู้ทำใหม่ ๆ  ตื้น ๆ ให้ฟังว่า คุณค่าอานิสงฆ์น่ะมียังไงบ้างการบำเพ็ญภาวนาที่เราทำอยู่นี้  พวกเราก็ย่อมทราบดีว่าเบื้องต้น  เราเดินจงกรมก็ดี  นั่งทำสมาธิก็ดี  ยืนทำสมาธิก็ดี  นอนทำสมาธิก็ดี  ทั้งสี่อริยาบถนี้  มุ่งหวังเพื่อจะบังคับให้สติและจิตลัดล้วงอยู่ในจุดที่เราต้องการ  เช่นเราเดินจงกรม  เรากำลังสัมผัสก้าวลงเหยียบที่พื้น  ก้าวขาขวาไปพุทอย่างที่เราทำอยู่ทุกวันนี้  ขาซ้ายไปโธ  แต่ไม่ใช่ก้าวช้าจนเกินไปนะพอดิบพอดี  จังหวะการบริกรรมก็พอดิบพอดี  แต่ไม่เร็วเกินไป  ไม่ช้าเกินไป 
เรายืนตรงมองไปทิศทางที่เราจะเดินแล้ว  เราพนมมือขึ้น  นึกในใจ พุทโธ ธรรมโม  สังโฆ  ๆ ๆ  สามหน  ระลึกถึงพระพุทธเจ้า   พระธรรม   พระสงฆ์  แล้วก็ยกมือขึ้นใส่ศรีษะน้อมลงนมัสการ  พระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  แล้วก็วางมือลงไป  วางมือห้อยลงไป  เอามือขวาวางก่อน  มือซ้ายวางทับ  แล้วคว่ำมือเข้าไปหาท้อง
 พอยืนตรงดีแล้วก็ก้าวขาขวาออกก่อน  เหยียบลงไปที่พื้นก็มีบริกรรมประกอบไปเลยทันที พุท  ตามด้วยขาซ้ายเหยียบลงที่พื้นก็มีบริกรรมภาวนาประกอบอีก โธ  เอาสองจังหวะ  ก้าวขาขวาเหยียบนี่ พุธ  ขาซ้ายเหยียบนี่ โธ  ไม่ช้าจนเกินไป  ไม่เร็วจนเกินไป  พุทโธ พุทโธ
 ให้สติและจิตรับรู้  ดูที่สัมผัสที่ก้าวเหยียบลงที่พื้น  และบริกรรมภานาประกอบด้วย ผูกมัดจิตใจและสติให้รับรู้  อยู่ในสัมผัสนั้น ๆ ตลอด  พอเราเหนื่อยเดิน  เราอาจจะยืน  เวลายืนของเราถ้าหลับตามันโยก  เราก็ลืมตาทอดสายตาลงให้พอดี  กำหนดลมหายใจเข้าออก  มีบริกรรมภาวนา  พุทกับโธ  หายใจเข้าพุท  หายใจออกโธ
 ต่อจากนั้นไปเราก็อาจจะนั่งสมาธิอย่างที่เราทำก็รู้อยู่แล้ว  ก็กำหนดลมหายใจเข้าออกเช่นกัน  และนอนทำสมาธิ  ก็กำหนดลมหายใจเข้าออกเช่นกัน  แต่การทำสมาธิทั้งสี่อริยาบถนี้  เราอย่าบังคับอะไรทั้งสิ้น  คำว่าบังคับยังไง  ไม่บังคับไม่แต่ง  นี่ไม่ได้หมายถึงจิตนะ  หมายถึงกริยานอกเช่น  การหายใจเข้าออกเราอย่าไปแต่งเขา  ให้สั้นให้ยาว  ให้หนักให้เบา ไม่แต่ง  ปล่อยเขาโดยธรรมชาติ  ธรรมดา
 แต่เราให้จับจุดรับรู้  อยู่ที่เป้าที่เราต้องการคือ  ปลายจมูก  และก็มีบริกรรมและภาวนาประกอบ  พุทโธ พุทโธ  เสร็จแล้วมาวิธีที่จะสร้างคลื่นธรรมมะ  คลื่นของตปธรรม  เพื่อจะประคองสติและจิต  ให้อยู่ในจิตที่ตั้ง  ในจุดที่เราตั้งเป็นเป้าหมายมให้ได้อยู่ตลอด
ถ้าเราทำนาน ๆ เข้า ๆๆ   เราจะรู้ได้โดยตัวเองว่า  การกระทำนั้น  เราจะมองเห็นเรื่องสติกับจิต  การวิ่งต่ออารมณ์ภายนอกนั้นมันจะน้อยลง  หมดลง ๆ  น้อยลง   คลื่นหรืออำนาจส่วนสร้างขึ้นมาสมบูรณ์        ประคองสติและจิตให้อยู่ที่เป้าได้อย่างสมบูรณ์ ดีขึ้น ดีขึ้น  ดีขึ้น  เป็นลำดับ
 ต่อจากนั้นลับหลายอย่าง เอาเฉพาะตื้น ๆ ถ้าทำได้นั้นโอ้โห  ประเสริฐเหลือประมาณ  อันดับแรกเราจะมองเห็นกิริยาอาการสงบของจิตจะมีลัษณะวูบลงไปอันนี้หมายถึงหลักสมถะหรือภวังคตาจิต  วูบลงไปอันดับแรก  พอลงไปแล้วเขาจะได้ยินเสียงอยู่  เสียงเนี่ยได้ยินในหูแต่ไม่ลำคาญ ไม่มีการลำคาญในเสียง  ไม่ลำคาญ  อารมณ์กลมกล่อมสบาย  อิ่มอกอิ่มใจ  มันอิ่มมันสุขเหมือนได้ยาทิพย์ชโลมไปหมดทั้งตัว  ซาบซ่านไปหมด 
โอ้โฮย  เหลือประมาณจริง ๆ  นั่งชั่วโมงหนึ่งไม่รู้เรื่อง  สองชั่วโมงไม่รู้เรื่องบางที  ถึงสามสี่ชั่วโมง  ไม่รู้จักเหนื่อยเพราะมันเสมือนหนึ่งยาทิพย์ชโลมหมดทั้งตัว  มันดับเย็นมันหนักสบาย  แต่ว่ามันไม่พ้นเสียง  มีเสียงอะไรดัง ๆ  โป้งเข้าไปเนี่ย  เขาจะวูบออกมา 
แต่ประคองอยู่ค่อย ๆ วูบเข้าไปอีก  เขามักจะเป็นอย่างนั้น  แต่จุดเน้นนี้มีอานิสงฆ์ยิ่งใหญ่คือ  ความเมตตาอารีสัตว์  ความสงสารสัตว์  ความเป็นห่วงสัตว์และบุคคล และตัวของเราเอง  รู้จักอกเขารู้จักอกเรา  อันนี้เป็นอานิสงฆ์
 ถ้าเราทำให้เกิดความชำนิชำนาญสูงขึ้น  จนอาการของสติของเรา  พาจิตวิ่งต่อลมสัญญาภายนอกมันค่อย ๆ  ห่างเข้า ๆ  การกำหนดของเรามาเนี่ยง่ายหน่อย  ดีหน่อย  สามารถประคองเข้าลึกอีก  เข้าไปสู่อันดับแรกนี่  เขาไปย้อนวูบลึกลงไปอีก ลงไปอีก  พอวูบเข้าไปถึงจุดนี้นะโอ้โห  พ่อพระคุณ  หาประมาณมิได้
มีความสุขเหลือเกิน  มีความสบายเหลือเกิน  เข้าไปอยู่จุดนี้นั้นสามารถทำให้เรามองจิตของเราได้ชัดขึ้น  สามารถระลึกอะไรได้ดีขึ้น  แถมไม่พอทำให้เราระลึกชาติหนหลังได้ซะด้วย
อันนี่ซิมันประเสริฐ  เออ  ถ้าต่อเข้าไปอันดับที่สามก็ลึกเข้าไปอีก         เข้าสู่อันดับที่สามนั้นชักจะเกิดมีปัญญารู้เท่าทันอารมณ์  อะไรควรไม่ควรนั้นเขาจะเก่ง  การตัดบทนี่เข้าใจ  เพราะมันต่ออารมณ์ฌาน  พอเข้าไปถึงจุดนี้นั้น  สามารถมองเห็นหมู่คณะที่ร่วมกันอยู่เกี่ยวข้องกันมายังไงบ้างเนี่ย  ชัดเจนขึ้นมา
 เราพูดกันแค่สามอันดับนี่ก็เหลือประมาณแล้ว  สำหรับฆราวาส ดีที่สุดแล้ว  อันนี้นะ  ส่วนอานิสงฆ์อันนี้  แต่สำหรับขึ้นที่ท่านสมมุติเอาไว้เป็นดังนี้
 ขั้นต้น  ท่านเรียกว่า ขณิกะ  ขณิกะตามตำราเราไม่พูด  เราไม่เอา  เอาขณิกะจริง ๆ มาพูด  ถ้าขณิกะตามตำรานั้น  ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง  วูบวาบ ๆ ๆ  ไม่จริง  ขณิกะที่ถูกต้องนั้น  ไม่มีคำว่าวูบวาบ  ๆ  นิ่งเงียบลงไป  แต่เสียงกระทบยังมีอยู่  ได้ยินเสียงอยู่ไม่ลำคาญ 
แต่ถ้าเสียงดัง ๆ โป้ง  เขาจะวูบขึ้นมา  นั่นน่ะยังวูบได้อยู่   คนก็เลยมาเขียนตำรามาในทางที่ไม่ถูกต้อง  วูบวาบ ๆ คือ ขณิกะ 
อันดับที่สองท่านเรียกว่า อุปจาระ  อุปจาระนี้ว่าตามตำราเรียกว่าเฉียดลง ๆ  มันหมายความว่ายังไง  แต่ท่านที่ถึงอุปจาระนี้  มันไม่เฉียดลง  คือเขาดิ่งลงไปสู่ฐานลึก  เสียงไม่มีเลย  เงียบ  เสียงไม่มีรบกวน  สามารถอ่านจิตของตัวเองได้พอสมควร  จนสามารถระลึกชาติหนหลังได้  ประเสริฐหาประมาณมิได้ 
อันดับที่สามท่านเรียกว่า  อัปนาสมาธิ  ตามหลักทางภาคทฤษฎีหรือปริยัตินั้นท่านบอกว่า  เงียบนิ่ง  ไม่มีคำว่าเงียบนิ่ง  เขาไม่เงียบ  เขาไม่นิ่ง  แต่ว่าเสียงภายนอกไม่กระเทือน และอารมณ์ภายนอกเข้าไปซาว  เข้าไปรับรู้อารมณ์ของจิตได้อย่างชัดเจน  สามารถคัดเลือกอารมณ์ได้ดี  ห้ามจิตได้ดีพอสมควร  ชักจะเริ่มมีปัญญาดีขึ้น  สามารถอ่านและไล่ตามอันดับของจิตได้ดีพอสมควร  จนสามารถมองหมู่คณะที่เกี่ยวข้อง  รู้ว่าผู้ใดมีความเกี่ยวข้องกันมาแต่เมื่อใดได้ชัดเจนขึ้น
  ส่วนอานิสงฆ์ที่สูงลึกขึ้นไปกว่านั้นอีก   เราเลือกภพได้ตามปรารถนา  เพราะก่อนเราตายนี้จะมีทุกขเวทนาท่วมท้น  และจิตจะต้องระส่ำระสายสำหรับผู้ที่ไม่มีสัมมาทิฐิ  จัดอารมณ์อะไรไม่ถูก  วุ่นวาย
อันนี้มันเป็นหลัก  ต่อจากนั้นไปสุดแท้แต่อารมณ์  อารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาก็ก่ออารมณ์นั้นเป็นหลัก  ถ้าเกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาเราก็เฟ้นไม่เป็น  ถ้าไม่ได้ทำสมาธิ  ก็ย่อมสามารถนำเราไปสู่ทุกคติภพคือนรกได้  ถ้าเกิดตอนนั้นระลึกได้ถึงความดี  จิตเกาะอยู่ในความดี  เช่น ให้ทาน  รักษาศีล  เจริญเมตตาภาวนาก็ตาม  ในเมื่อเกาะอยู่เช่นนี้ สุขคติภพคือที่ไป  อันนี้ไม่แน่นอน
 แต่สำหรับผู้บำเพ็ญภาวนาแน่นอน  คือรู้จักเฟ้นอารมณ์  ฉลาดในการแก้อารมณ์  อารมณ์ที่ไม่ดี  ขุ่นมัว  หงุดหงิด  งุ่นง่านที่เกิดขึ้นก็ตาม  ฉลาดในการแก้  การแต่ง  ฉลาดในการเลือกอารมณ์  ปรับจิตใจของตัวเองเข้าสู่อารมณ์ได้ดี  แล้วก็สามารถรู้เท่าถึงเรื่องทุกขเวทนาต่าง ๆ          จนไม่มีความวุ่นวายกังวลในทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวง
 สามารถจัดจิตของตัวเองได้อยู่อย่างเป็นปกติ  เฟ้นอารมณ์อยู่อย่างเป็นปกติ  สามารถเลือกอารมณ์ที่มีมาหล่อเลี้ยงจิตอยู่ตลอดเวลา  อันนี้มีสุขคติภพแน่นอน  เลือกภพได้ตามความปรารถนา  อันนี้ดีมากที่สุด
  อันนี้วันนี้เล่าสู่ฟังเรื่องคุณค่าอานิสงฆ์แห่งสมาธิ  ว่ามีคุณค่าประโยชน์แค่ไหน ขนาดไหน  เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลก อัศจรรย์ที่สุดขอให้ใครเข้าไปถึงเถอะ  ว่านี่เหมือนว่าเล่นนะ  ให้เข้าไปถึงซะก่อนแล้วจะรู้ว่าประเสริฐไฉน  ให้เราเข้าไปซะก่อน  ในเมื่อเราเข้าไปถึงแล้วก็เหมือนพระพุทธเจ้า  พระอริยเจ้าทั้งหลาย  ได้คุณธรรมแล้วไม่มีถอยหลังแต่องค์เดียว  ดื่มด่ำอยูในธรรรมมะตลอดชีวิตของทุกท่านทุกคน   อันนี้เป็นอย่างนั้น
 พวกเราผู้บำเพ็ญก็เช่นกัน  ขอให้ดำเนินในทางที่ถูกที่ต้องแล้วสามารถจะได้ผลของสมาธิที่ถูกที่ต้อง   อันนี้วันนี้เล่าสู่ฟังเพียงเท่านี้  ฉะนั้นขอให้พวกเราตั้งใจกัน
ตั้งใจกันจริง ๆ  อย่าทำเล่น  อาจารย์เวลานี้ดีใจกับลูกศิษย์อย่างที่สุด  ใจเวลานี้มันอยากจะออก   มันเบื่ออะไรชอบกลมันเบื่อเอามากที่สุดเบื่ออย่างที่เรียกว่า  ทุกวันนี้แทบจะทนไม่ไหว  มันเบื่อความเป็นอยู่  มันเบื่อสารพัดทุกอย่าง
มองความเป็นอยู่มันเบื่อ  และพออายุมันมาถึงขนาดนี้แล้ว  มันน่าจะสงบอารมณ์ไม่น่าจะวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้  แต่เวลานี้ก็มองเห็นอยู่ว่า  ลูกศิษย์กำลังตั้งอกตั้งใจแล้วจะทิ้งไปได้ยังไง  อันนี้เวลานี้ปลุกระดมตัวเองอยู่นะ  ว่าเราจะทิ้งเขาได้หรือ  ในเมื่อลูกศิษย์ดีอย่างนี้จะทิ้งได้หรือ  ลูกศิษย์พร้อมเหลือเกินนะ  ทำให้เราทุกสิ่งทุกอย่าง  เราต้องการอะไรรู้สึกพร้อม  เราต้องการบำเพ็ญกุศลลูกศิษย์พร้อม
ทุกสิ่งทุกอย่าง  ลูกศิษย์ไม่เคยปฏิเสธอาจารย์   ไอ้ความดีของลูกศิษย์มันผูกมัดอยู่นี่แหล่ะ  มันจูงเหลือเกิน  อยากให้อยู่เพื่อต้องการที่จะอุ้มชู  ให้พวกเราผู้ปูฏิบัติทั้งหลายนี่ ได้ประพฤติปฏิบัติให้เห็นคุณธรรมกันบ้าง  อันนี้เป็นสิ่งที่ปรารถนา
 เวลานี้เสียสละแล้ว  ที่ตัวเองจะต้องออกไปเสวยผล  โดยลำพังคนเดียวในป่า  ไปอาศัยหมู่บ้านเล็ก ๆ  มีถ้ำสวย ๆ ที่ไปเห็นมาแล้วหลายแห่งเหลือเกิน  มีหมู่บ้านพออาศัยภิกขาจาร  บิณฑบาตได้พอสมควร  ยังชีพของอาตมาภาพ  อยู่ได้วันวัน  สามารถเจริญสมาธิสมาบัติไปได้ดีที่สุด  สามารถตัดภพตัดชาติได้ง่ายที่สุด  กิเลสตัวเล็กตัวใหญ่นี่สามารถเข้าไปกำจัดได้หมด
  คิดว่าคงไม่มีอะไรเหลือวิสัย  แต่ทุกวันนี้ก็มีอยู่อย่างเดียวว่า  สิ่งที่ผูกพัน  ก็ได้แก่ความดีของลูกศิษย์  ความพยายามของลูกศิษย์  แม้ว่าแม่ขาวนางชีก็เช่นกัน  มีความพยายามสูง  อุบาสกอุบาสิกาทุกท่านมีความพยายามสูง อาจารย์ถึงได้เสียสละประโยชน์ส่วนตนมาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอยู่ทุกวันนี้
ถ้าไม่อย่างนั้นอาจารย์อดทนไม่ได้  เพราะเบื่อจริง ๆ  เบื่อความเป็นอยู่  มันสารพัดสุดแท้แต่ปัญหามันจะเกิดนับไม่ถ้วน  อันนี้เป็นอย่างนี้  เพราะนั้นขอให้พวกเราตั้งอกตั้งใจ  อาจารย์อยู่เพื่ออุ้มชู  ก็เอากันจริง ๆ เอากันจริง ๆ พยายามกันจริง ๆ พวกเรา  ชาตินี้ประเสริฐแล้ว
 เมื่อเราได้มาเจอศาสนาอย่างนี้  แล้วเมื่อไหร่เราจะมาเจอความเป็นอยู่ของเราอย่างนี้  ซึ่งไม่สู้จะลำบากนัก  แล้วเมื่อไหร่จะมาเจอหมู่คณะผู้ปฏิบัติอย่างนี้ หาอีกได้ไหมชาติต่อไป หาอีกได้ไหม 
ชาติต่อไป  หาอีกได้ไหม  เบื้องหลังของเราเคยมีแล้วหรือยัง  ยังงี้   คิดว่าคงไม่มีนะ  คงไม่ถึงขนาดนี้  แต่ปัจจุบันชาตินี้ประเสริฐเหลือเกิน  พร้อมทุกอย่าง  ฉะนั้นขอให้พวกเรารีบตักรีบตวงเถอะ  น้ำขึ้นเต็มที่แล้วตอนนี้  รีบตักรีบตวงกัน  พยายามกัน  นี้เป็นอย่างนั้นนะ พูดมากไปก็มากนะ  มันพูดก็มาก  พูดไปก็มันไปเพราะความดีใจ  ดีใจกับลูกศิษย์ลูกหา  ดีใจกับญาติโยม  ดีใจกับคณะแม่ขาวแม่ชี  คณะญาติโยมทั้งหลายทั้งปวง  ก็อยากจะคุยอะไรต่ออะไรออกมาตามความรู้สึก  อยากจะคุยออกมาให้มันมากกว่านี้
 แต่ว่าเวลาที่เราจะบำเพ็ญนะซิมันจะไม่พอ  เพราะนั้นจึงอยากให้พวกเรามีโอกาสได้บำเพ็ญซะ  ในเดี๋ยวนี้   อ้าวคณะแม่ชี  คณะหญิง  ลงไปอยู่ชั้นสอง  คณะอุบาสก  เณรจะอยู่บนชั้นสามนี้  และก็ขอแบ่งพระเณรออกไปยังตึกธรรมวิจัยและโบสถ์ด้วยนะครับ  ให้อยู่นี่เพียงแค่นี้นะครับผมจะแบ่งเขต
 พระเณรอยู่ข้างนอกนี่นะครับ  แบ่งกันเดินนะ  แบ่งกันเดินเป็นล็อค   พอเดินมาถึงแล้วกลับ  เดินไปเดินมา  สายโน้นผมไม่แบ่งนะครับ  ผมจะเหมางวดเดินตลอดเลย  อันนั้นเป็นของผมนะครับ  อีกสายนี้อีกนะครับเดินขึ้นไปแบ่งกันเอาครับถึงแค่ไหน  สำหรับญาติโยมฝ่ายชายก็จับเอาเลย  จะเอาจุดไหนก็แบ่งเอาเลย  เดินเหนื่อยก็นั่ง  นั่งเหนื่อยก็นอน 
อาตมาจะไม่บอก เอ้าสามสิบนาทีเดิน  เอ้าสามสิบนาทีนั่ง   อาตมาจะไม่บอก  จะให้พวกเรากำหนดตัวเองว่าเดินนานแค่ไหนควร  แค่สมัยก่อนพวกเรา  เอ้าสามสิบนาทีเดิน  เราก็เดิน  เอ้าสามสิบนาทีนั่ง  เราก็นั่งกัน  เอ้านั่งเหนื่อยแล้ว  สิบนาทียืน  ก็ต้องยืนสิบนาที  เอากันอย่างนี้ตลอด
 แต่ตอนนี้พวกเราจะไม่เอาอย่างนั้น  สุดแท้แต่พวกเราจะเดินได้แค่ไหนก็แล้วแต่  แล้วก็นั่ง  นั่งเหนื่อยแค่ไหนแล้วแต่จะยืน  ยืนเหนื่อยแค่ไหนแล้วแต่จะยืนต่อ  ขอให้พวกเราตั้งใจอย่างนี้ก็แล้วกัน  เอ้า คณะแม่ชี  คณะหญิง  ลงข้างล่าง  บุกกัน  บุกกันให้เต็มที่  เอาเต็มที่  ยังไงต้องพยายามเต็มที่  อย่าท้ออย่าถอย  เอาเลย  เอ้า คณะพวกเราฝ่ายชายก็  จับจุด  นิมนต์ครับ  พระเณร  ก็นิมนต์ครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น