ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่อง พยายามเอาดีทั้งวัน

เทศนาธรรมะ

ให้พยายามเอาดีทั้งวัน 


        ยังไม่เป็นไร ค่อยๆแก้ ค่อยๆไปดีกว่า เร่งการบำเพ็ญให้สูงขึ้น พยายามเร่งเข้า อย่ามาเอาดีเฉพาะเวลามานั่งตอนนี้ พยายามเอาทีทั้งวัน พยายามกำหนดทั้งวัน แล้วเราไม่ต้องไปมองเหตุอื่นไกล มองเหตุการณ์ที่ได้รับประสบประจำวันนั่นแหล่ะถือเป็นธรรมะทั้งดี ทั้งชั่ว มันเป็นบทเรียนอยู่ในตัวที่เรียกว่าอ่านธรรมะ ถ้าอ่านตำรานั้นมันเป็นเพียงแค่ฝอย ที่ชี้แนะมาหาของจริงๆก็คือสิ่งที่เราประสบนั่นแหล่ะ เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู เราดูเอา เราฟังเอา ความจริงเป็นจริงของโลกมันเป็นยังไง วันๆเค้าก็มาเล่าเรื่องทุกข์ เหตุเกิดมาจากลูกบ้าง เหตุเกิดมาจากผัว จากเมียบ้าง เหตุเกิดมาจากความตายบ้าง เหตุเกิดมาจากการขาดทุนบ้าง วันๆเราได้ยินอยู่เสมอ สิ่งที่เราได้ยินนั่นแหล่ะคือธรรมะ ไม่ต้องไปดูตำราๆเป็นเพียงแค่ฝอยชี้แนะ ของจริงๆแล้วมันอยู่ที่เราได้ประสบการณ์ประจำวัน เห็นด้วยตาได้ยินด้วยหูมันชัดเหลือเกิน

โลกนี้มันเป็นยังไง ดูเหตุการณ์ที่มันแสดงสิ เราจะเห็น ความทุกข์มันเป็นยังไง เราฟังเอา เดี๋ยวก็ไอ้นู้น เดี๋ยวก็ไอ้นี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เค้าก็มาบอกว่า ผู้หญิงสองคนไปเบิกเงินจากธนาคารสองแสนบาท จากสองธนาคาร นั่งมาด้วยกันก็หายไปเลย ผู้หนึ่งท้องได้สองเดือน ..... สรุปแล้วก็หมายความว่าเค้าเสียชีวิตซะแล้ว ถูกฆ่าตายฆ่าปิดปากเค้าเอารถกับเงินสองแสนบาทไป ส่วนผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือลูกกับผัว ก็มีความทุกข์กระวนกระวาย รู้สึกเสียดายอารีย์อาวรณ์กับบรรดาท่านที่จากไป ปุปปับกระทันหัน ปรับใจไม่ทัน เหล่านี้ก็คือธรรมะ


ของจริงๆที่แสดงคือธรรมะ เราไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องไปวุ่นวายในเรื่องตำรา หากผู้ใดยังไปสนใจเรื่องตำราวุ่นวายเรื่องตำรา ผู้นั้นก็จัดเป็นประเภทคนหลง หลงไป ซึ่งของจริงๆมันปรากฏกับไม่เอา กลับไปสนใจฝอย ของจริงที่ปรากฏนั่นแหล่ะคือธรรมะ ธรรมะคือของจริงที่แสดงอยู่ ถ้าเราสามารถอ่าน ตามความเป็นจริงเห็นความเป็นจริงของเค้า ให้ใจของเรายอมรับสภาพอันนั้นเสีย ถ้าเราสามารถทำได้อย่างนั้น กามภพชั้นหยาบ มีหวังหลุด


แต่สำหรับบางคนนั้น สามารถทำสมาธิได้ญาณ ได้ณาน ก้าวเข้าไปสู่องค์เท่าไรนักก็ไม่รู้ แต่แล้วยังไม่เข้าใจนะ ว่าธรรมะคืออะไร ยังไม่เข้าใจ เวลาไปสัมผัสดูแล้ว ฟังแล้ว กลับไปเอานิมิตมาเป็นผลของสมาธิ เห็นปราสาทราชวิมาน เห็นเครื่องทรงของเทพเจ้า เห็นแสงสว่าง เห็นภูเขา นั่งไปแล้วเห็นต้นไม้ เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นสมาธิได้ยังไง หรือนั่งแล้วสงบเข้าสู่ฐานของสมาธิ เป็นไปอย่างนู้น เป็นไปอย่างนี้


แต่อีกบทแล้ว เรื่องจริงๆ เรื่องกามภพชั้นหยาบๆเนี่ยไม่มีทางแก้ไขได้ กิริยาการแสดงออกทางกายและวาจามองเห็นแล้วไม่น่าทัศนา คือกิริยานั้นแล้วไม่เหมาะกับผู้มีธรรม แล้วจะรับรองได้ยังไงว่าเค้ามีธรรม ผู้มีธรรมจะต้องวางตัวยังไง ผู้มีธรรมก็ต้องรู้สิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิด ผู้มีธรรมก็แปลว่าผู้รู้ จะไปรู้อะไรล่ะ ก็รู้สิ่งที่ถูก รู้สิ่งที่ผิด เลิกจากสิ่งที่ผิดประพฤติสิ่งที่ถูก เรามองเห็นได้ชัด ถ้าผู้ลุอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา การแสดงออกมันก็ยังอยู่ในรูปของกิเลส ตัณหานั่นเอง ผู้ที่มีธรรมเครื่องเป็นอยู่ธงชัยอันแท้จริงคือพรหมวิหารธรรม มันเด่นชัดไปแล้ว เพราะฉะนั้นการแสดงออกทุกอย่างนั้นก็มุ่งเพื่อให้ผู้อื่นหรือผู้ที่อยู่ใต้ปกครองหรือหมู่คณะเพื่อนสหธรรมมิกเป็นไปเพื่อธรรมหมดจรดจากกิเลส คำพูดทุกกิริยาอาการที่เตือน ไม่ไช่เตือนด้วยความกระโชกโฮกฮาก เตือนด้วยความนุ่มนวล สมกับผู้มีธรรมเครื่องเป็นอยู่ อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองเห็นชัดอยู่แล้ว


บางคนทำสมาธิได้ดี สรรเสริญเยินยอกันมาก แต่กิริยาอาการเหล่านี้ไม่มีความสมบูรณ์เลย เราจะรับรองเค้าได้ยังไงว่ามีธรรม คำผู้มีธรรมก็คือผู้รู้ธรรม คือรู้สิ่งที่ถูกรู้สิ่งที่ผิด กิริยาการแสดงออกต้องกลั่นกรอง ให้เกิดเหมาะกับความเป็นอยู่ของเรา เราเป็นอยู่ยังไง มีฐานะยังไง การวางตัวต้องเหมาะ เราเป็นสมณเพศการแสดงออก ต้องอยู่ในรูปลักษณะของสมณเพศ เราเป็นลูกพระตถาคตผู้พระบิดาของเราประเสริฐ การแสดงออกของเราต้องประเสริฐ คำว่าประเสริฐนั้น การแสดงออกต้องไม่เป็นไปตามรูปของกิเลส ถ้ากิเลสบัญชาอยู่การแสดงออกของเราจะประเสริฐได้ยังไง พระแปลว่าประเสริฐ ๆแปลว่าต้องหมดจรดจากกิเลสหรือไม่ใช่ระบบแบบกิเลสต้องใช้ระบบแบบธรรม มีธงชัยอันแท้จริงคือพรหมวิหารธรรมนั้นเอง อันนั้นถึงจะถูกต้อง


เพราะฉะนั้นเราผู้ปฏิบัติทั้งหลายอย่าไปวุ่นวาย งมงาย หลงใหลในตำรา ให้ดูของจริงเอาเถิด ของจริงนี่แหล่ะคือของจริงคือธรรมะ ตำราเพียงแค่สิ่งชี้แนะ ให้มาดูของจริงอันนี้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องพยายามยัดเยียดให้ใจของเรายอมรับสภาพสามอย่าง ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเนี่ยต้องพยายาม ไปประสบอะไรไปเจออะไรอยู่ในรูปแบบนี้ ก่อให้เกิดความเศร้าสลดสังเวชเป็นทุกข์ อะไรเหล่านี้เป็นต้น เราต้องน้อมนำสิ่งเหล่านี้มายัดเยียดให้ใจเรายอมรับว่าเห็นไม๊ รู้ไม๊ เราต้องเอาอยู่อย่างนั้นเนี่ย รู้ไม๊ เห็นไม๊ นี่มันเป็นอย่างนี้ ดีหรือโลกนี้มันดีอย่างนี้หรือ เราต้องยัดเยียดในใจของเรา พอไม่มีประสบการณ์ เราก็เดินจงกรมนั่งสมาธิ พุท-โท ร่ำไป จนกว่าอำนาจส่วนบังคับมันสูงขึ้น สติกะจิตมันอ่อนตัวลง ไม่มีโอกาสไปรับสัญญาอารมณ์ภายนอกได้ อยู่ในอานัติสัญญาหรือข้อบังคับ ของตปธรรมที่สร้างขึ้นมาโดยสมบูรณ์ เราผู้ปฏิบัติย่อมรู้เอง


ต่อจากนั้นไปในเมื่อมีประสบการณ์ เราก็ดึงประสบการณ์ทั้งดีและชั่ว คนประกอบความชั่ว คนพูดชั่ว คนประพฤติชั่ว เราก็ดู คนประกอบกรรมดี ประพฤติดี พูดดี การแสดงออกมาดี เราก็ดู ทั้งสองอย่าง เราต้องเอามาทั้งสอง ของดีเราต้องเอามาเพื่อจะทำให้เราประพฤติปฏิบัติให้ดีนั้น ของชั่วเราก็นำมาเป็นคู่เครื่องประกันจิตใจ ไม่ให้มันบัญชาการแสดงออกอย่างนั้น ต้องยับยั้งสิ่งต่างๆที่เราประสบเข้ามาเป็นบทเรียนบทสอน เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนตัวเอง ต้องอย่างนั้น ถ้าเราพยายามอย่างนี้อยู่เสมอ วันหนึ่งข้างหน้าเราต้องชนะ แต่ถ้าเราเอาดีเฉพาะมานั่งตอนนี้ ไม่เอาดีทั้งวันละก็ ยังห่างมาก ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น เพราะความเหนียวแน่นของจิตมันเหนียว มันชินต่อหลายๆอย่าง ซึ่งอันที่เป็นธรรมชาติ ปล่อยโดยธรรมชาติ มันชิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสืบพันธ์เนี่ย มันเป็นมาตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเบื้องต้น เป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แทบจะมองด้วยสายตาไม่เห็นจนกว่าจะเติบโตมาเป็นมนุษย์ได้ เค้าก็มีส่วนผสมพันธุ์ มีความเกี่ยวข้องในระหว่างเพศ เป็นหยัดยืนหยัดที่แน่นอน อันเนี้ยร้ายที่สุด เราจะหนีพ้นมันได้ยังไง หากในเมื่อความชินมายืดยาวเหลือเกินทุกภพทุกชาติ


แม้แต่ของเล็กๆน้อยๆบางอย่าง พึ่งจะมาประสบปัจจุบันชาติ มันยังแก้ยาก อย่างที่เล่ารัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ไปป่วยอเมริกายังไงล่ะ อยากปลาแดกลองคิดดูซิ ของดีวิเศษนักหรือ อยากกระวนกระวาย พึ่งหายป่วย มันอยากจริงๆ จนต้องใช้เครื่องบินจากอเมริกาถึงเมืองไทย กลับไปฝรั่งเห็นว่าอาหารเสีย ฝัง ด่าพ่อล่อแม่กันต้องวิ่งกลับด่วน ต้องใส่กระเป๋าอย่างดี เมื่อได้ปลาร้าหรือปลาแดกให้ ดีใจมาก ลองคิดดูแค่ชาติปัจจุบันอาหารเคยชินมา ชั่วระยะไม่กี่ปีมันยังเป็นถึงขนาดนั้น สิ่งที่มันเคยชินมาตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเบื้องต้นนั้น ทำไมมันจะไม่ใช่ของทำลายยาก มันเป็นของแก้ยาก เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม ถึงแม้มันยากก็ไม่เหลือวิสัย ถ้าเหลือวิสัยไม่มีพระอริยะเจ้า ๆ ที่ไม่ได้ก็คือทำลายสิ่งเหล่านี้จึงเป็นพระอริยะเจ้า เพราะฉะนั้นพวกเราต้องพยายาม ยัดเหยียดของจริงๆให้จิตยอมรับซะทีเถอะ ถ้าจิตยอมรับแล้วเราจะรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนแปลงยังไง เราจะรู้ แล้วมันจะเข้าไปสอดรู้สอดเห็นสิ่งอื่นๆลึกเข้าไปอีกมากมายนัก


อันนี้ลองดูซิ ลองดู ในเมื่อเราทำลายกามภพชั้นหยาบๆแบบมนุษย์ธรรมดาๆที่หลงลูกกู ผัวกู เมียกู อันนี้ของกู อันนั่นของมึง เขาด่ากู เขาดูถูกกู กลัวคนอื่นเค้าจะว่ากูเป็นคนเสีย จะทำให้ผู้อื่นเค้าเย้ยเรามั่ง อะไรเหล่านี้เป็นต้น ความรู้สึกที่ปรากฏอันนี้นั้นยังมีอยู่ตราบใด เราก็ไม่พ้นความทุกข์ เราต้องพยายามทำให้เค้ารู้เข้าสิ่งธรรมดาเหล่านี้ถือเป็นกฎธรรมดาของโลก เรื่องโลกธรรมแปดนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้ต้องพยายามที่สุด อันนี้ต้องพยายาม ถ้าเรามาพิจารณาทุกข์นั่นทุกมุมเหล่านี้ให้มันเกิดหมดจรด โลกธรรมทั้งแปดเราก็รู้เท่า สภาพความเป็นจริงของโลกที่เคยเกี่ยวข้องมา เราก็รู้มาสภาพความเป็นจริงของเขา ว่ามันเป็นของดีชั่วยังไงให้จิตของเรารับทราบให้แน่นอน วางต่อสิ่งเหล่านั้นซะ ถ้ากามภพหมดจรดมันก็เข้าสู่อีกกามภพชั้นละเอียด อันนี้มันเป็นกามภพแบบมนุษย์ธรรมดาๆ ถ้าเราไม่พิจารณาอย่างนั้นไม่ทำอย่างนั้นทำไมจะเลิกถอนได้มันถอนไม่ได้ เพราะของมันเคยชินมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมันถอนได้เหรอ ถ้าเราไม่เอาจริงจังล่ะก็แคะไม่ออกเชียวนะ จนกว่าเราจะแคะออกได้ไม่ใช่เล่น แต่แคะได้น่ะเป็นของประเสริฐ เราจะมุดเข้าสู่สมาธิอันดับต่อไปได้


ตกสมาธิอันดับหนึ่ง โอ่ย ตกกระแสนี้ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน มันมีความสุข เหมือนจะเหาะจะลอย อารมณ์ไม่มีทางกวนได้หรอก มันอิ่ม มันเอิบ มันเต็ม มันบอกไม่ถูก นั่งทั้งวันก็ได้ นั่งทั้งคืนก็ได้ เพลิน สบาย มีความสุขเหลือเกิน เนี่ยไม่พ้นจากเสียงนะอันดับนี้นะมันเพลิดเพลินไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดช มีแต่ความสุข มีแต่ความอิ่ม มีแต่ความเอิบ อยู่ในจุดนี้ ถ้าเราไปรู้เท่าเค้าอีก ก็กามภพเท่านั้น เข้าไปอ่านก็แก้ไขเขาอีก แต่อันนี้มันติดมากนะ เพราะเข้าไปรู้ไปเห็น มันตื่น จนกว่าจะแกะเค้าได้ ปล้ำกันหายเหนื่อย พอเราสามารถไปหยั่งรู้ได้จริงๆแค่กามภพเท่านั้นเทียบกับสวรรค์ก็แค่จาตุมมหาราชมั้ง อย่างดีก็แค่นั้น พอเรารู้เข้ามันก็จะร่อนสู่อันดับที่สองต่อ แต่จากกามภพชั้นหยาบก็เป็นลำดับที่ ๓ ถ้าว่ากามภพชั้นละเอียดเป็นลำดับที่ ๒ อันนี้ถึงจะร้ายใครสามารถผ่านจุดนี้ไปได้ถือว่ายอดเยี่ยมยกหัวแม่มือให้เลยถือว่าประเสริฐเพราะจุดนี้จุดบอดของผู้ภาวนาไปตกกระแสนี้ล้วนแต่มักจะว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ส่วนใหญ่


เพราะจุดนี้ถือว่าเป็นจุดอัศจรรย์พลังมันรวมตัวแล้วมันฤทธิ์เดชทั้งนั้น เพราะแถมยังไม่พอยังทำให้เราระลึกชาติหนหลังได้ซะด้วยอันดับนี้มันถึงร้ายนัก เนี่ยมาหลงเอาตอนระลึกชาติหนหลังได้ว่าตนเองเป็นอริยะบุคคล ตายอยู่แค่นี้เป็นกองเป็นกือเลย อันเนี้ยจนกว่าเราจะเข้าไปแก้ไขได้จุดนี้ได้ โอ้โหจุดนี้ร้ายที่สุดไม่มีอะไรเทียบ ถ้าทำลายจุดนี้ได้สามารถไปแก้ไขได้ ถึงจะตกกระแสสุดท้าย กามภพตั้งแต่ชั้นหยาบไปถึงชั้นที่๔ ถ้าเอากามภาพชั้นละเอียดลงไปนะชั้นที่ ๓ จุดนี้สำคัญมาก ละเอียดอ่อนมาก ครูบาอาจารย์โดยมากมักจะตายอยู่แค่นี้
เท่าที่สดับตรับฟังและติดตามโดยมากตายแค่นี้เอง จุดนี้เป็นจุดที่มองหมู่คณะและความเกี่ยวข้องได้ดี อ่านได้ดีละเอียดลออมากทีนี้ เกิดมีปัญญาสามารถที่จะพูดจาวาทีเก่ง และอยากเทศน์อยากคุยอยากพูดด้วย .........ฉะนั้นพวกเราต้องตั้งอกตั้งใจดูเถอะๆ ดูความเป็นอยู่ของมนุษย์เรา ไอ้สิ่งที่กรุยทางไว้ก็อย่าไปมองมัน ให้มาดูความหยาบๆของมนุษย์ที่เราหลง ของเหม็นกลายเป็นของหอม อยากกอด อยากจูบ อยากทำอะไรต่ออะไรสารพัดนั้น ถ้าจะมองตามสภาพตามความเป็นจริง มันสมควรแล้วหรือ ดูให้มันดี พยายามหาอุบายยัดเหยียดสิ่งต่างๆอยู่เสมอ ประสบการณ์อะไรต้องดึงเข้ามา โอปนยิกธรรมยัดเข้าไปในจิตของเราสอนมัน อันนี้คืออย่างนี้งี้ๆ ทำไมถึงหลง เอาอยู่งี้ ต้องพยายามดำเนินอยู่เสมอ วันหนึ่งข้างหน้าเถอะ จิตของเรารับแล้วจะเออทันที มันจะเปลี่ยนความรู้สึกไปคนละเรื่องเลย ต่อจากนั้นไปมันจะเริ่ม เริ่มล่ะ เปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนลักษณะ มันจะเห็นได้ชัดเจนจนไอ้สิ่งเหล่านี้ อันนี้เล่าสู่กันฟัง วันนี้ก็ยาวไปหน่อย ขออภัยโทษ ของเก่านั่นแหล่ะ เล่าพลิกไปพลิกมาถ้าไม่งั้นเราก็จะไม่เข้าใจ เดี๋ยวเวลาเป็นไปแล้วก็จะไปหลง หรือหากในเมื่อครูบาอาจารย์เป็นอะไรไปปุ๊ปเนี่ย เราจะสอนผู้อื่นหรือสอนตัวเองให้เป็นไปที่ถูกที่ต้องแล้วจะทำยังไง เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราดำเนินตามสูตรนี้ แล้วจะมีผลดีมาก เอาล่ะวันนี้ก็เล่าสู่กันฟัง ขอให้พวกเราเลิกกันไปปฏิบัติก็แล้วกัน




พิมพ์คัดจากเทปบันทึกเสียงเทศนา ธรรมคำสอน ของ พระวิสุทธิญาณเถร
หลวงปู่สมชาย  ฐิตวิริโย
วัดเขาสุกิม ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี