ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

ร่วมกด Like แชร์ข้อมูล เจดีย์กำลังก่อสร้าง ทุกท่านมีโอกาสร่วมสร้าง

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

เทปธรรมะหลวงปู่ เรื่อง การกินอาหารเพื่อบำเพ็ญ

เทปธรรมะหลวงปู่ เรื่อง การกินอาหารเพื่อบำเพ็ญจนถึงที่สุดของสังขารของร่างกาย

          ไอ้ความมองกันไม่ออกเนี๊ยะ ก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือครุบาอาจารย์ บางทีมแงท่านไม่ออก มองแล้วมีนก็ยังไงนะ บางอย่างเขาก็จะทำเหมือนเรา ทำเหมือนเราๆเนี๊ยบ แต่นี้เราก็ไปเดา เดาเอายังไงชอบกลๆวันนั้น อาตมาไปตำหนิ ไปนึกตำหนิหลวงปู่มั้น เออ ว่างั้นเถอะ นึกตำหนิอะไรนะ ที่นี้เราก็มองไม่ออกว่าทำไมถึงมออย่างนี้ ทุกที่ไม่เป็นอันนี้แปลว่าความวิปริตใช่ไห๊ม ไอ้ใจตัวเองมันก็ออกมาแบบบ้าๆ ไอ้ประเภทคนคิดมาก คือเรื่องของเรื่องมีว่า ทีนี้ฉันอาหารนี้ทุกอย่างท่าน ใส่ในบาตรหมด เออ ไม่มีถ้วยที่ 2 ล่ะ ท่านใส่ในบาตรวันนั้นไม่รู้ท่านคิดอย่างไร มีแกงหน่อไม่มาท่านก็บอกว่า เฮ้ย เอาถ้วยมาซักใบซิ เออ ท่านก็ตักน้ำแกงหน่อไม่ใส่ถ้วย แต่ว่าไม่มีเนื้อนะ มีแต่น้ำ เออ วิปริตไปแล้วหรือนี่ เออ นึกว่าวิปริตไปแล้ว คำว่าหิริกะรัตติง แห่งกิจเนี๊ยะ คือ 1 ไม่มี 2 อะไรก็ต้องอันนั้น เปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ใช่เอกรัตติง มันไม่ใช่สว่างอยู่ เป็นนิจมันมีมือปนนี่ ในใจมันๆ ไอ้คนที่มันศึกษาตำรามามากๆ มันบ้าๆ เหมือนกันนะ สมัยก่านอาตมาติดตำราเนี๊ยะยิ่งกว่าอะไรนะบอกไม่ถูก และเพื่อเอกลักษณ์ ปถากฐา เขาบอกว่าพูดเก่ง แต่พูดกาษาลาวโว้ย ภาษาตัวองมันแก่งโวย โอ้โฮ รูสึกว่าเขานิยมมากๆ เขาก็บ้า นั่งภาวนาจิมันฟุ้งซ่าน เดินจงกรมจิตมันก็ฟุ้งซ่านมันไปตามคิดจะเทศน์ คิดแล้วไม่เทศน์มันจะบ้า เผาตัวเอง ถ้าไอ้เทศน์แล้วมันโล่ง นี้มันห้าเต็มแต่ไปหาเหล่า มานึกดูแล้วโอ้ย นี่มันบ้านี่หว่าก็เลยเลิก อันนี้ตำราที่เราศึกษามาทั้งหมอก็ยังอยู่ในใจอยู่ มันโละทิ้งไม่หมด พอเหนือวิปริตอย่างนั้นมันก็เอาแล้วมันก็ชักลากตำรามาจากใจ เพราะมันไม่ใช่เอกรัตติงแห่งจิต คำว่า เอกะ แปลว่า หนึ่ง มีราศีอันเดียวคือ สว่างตลอดไม่มีมืด ไม่มีคำว่ากลางวันกลางคือ คือรู้ทั้งหลายว่า เราทั้งหลาว่าต้องคนเส้นคงวา แล้วทำไมถึงจะเอาถ้วยมาอีกใบหนึ่งแล้วก็ตักน้ำแกงหน่อไม่ใส่ เป็นเพราะอะไร แม้ชักหวุ่นง่านเสียแล้ว ชักหงุ่นง่านในใจ พอหงุ่นง่านปุ๊บมันก็จะบาปในใจ ไปเดินจงกรมมันก็งุ่นง่าน เอาไงๆมันก็ไม่ลงชักเมื้อยขาแล้วนะเนี๊ยะ อะไรกัน จะหาอะไรก็ไม่เจอ  จนกระทั่งเข้าไปหาหลวงปู่มั่น ท่านบอกเฮ้ย คนเรามันมองกันไม่ออก มองกันออกมันไม่มีปัญหา คือเราไม่รู้ว่าสุขภาพของคนแก่มันไม่เหมือนเด็ก ไอ้บางวันไหนอร่อย วันไหนไม่อร่อย ท่านนั้นแก่แล้ว บางวัน น้ำลายก็ไม่มี ตัวเองตอนเนี๊ยะรู้แล้วมรกดเนี๊ยะมันตกมาแล้ว เห็นแล้ว วันนี้เคียงข้าวไม่ลง กลืนนข้าวไม่ลง ทำไมไม่มีน้ำลาย ในเมื่อไม่มีน้ำลายจะเอายังไง เราต้องเอาน้ำแกงเนี๊ยะ เอาข้าวมาเอาน้ำแกงใส่ใส่แล้วก็กลืนลงไป…..มันก็กลืนลงไปได้ เห็นไหมมัน ไม่มีน้ำลายนี้ ไม่มีน้ำแกงเดี๋ยวๆกลืนลงไปมันติดคอ เมื่อเช้านี้ติดคน 2,3 หน เดี๋ยวข้าในบาตรไม่ถึงสิบ้าน ติดคอเลิก ทำไมถึงเลิก ไม่มีน้ำแกง เออๆไม่น้ำแกงซด มานึกถึงหลวงปู่มั่น นี่มันเป็นอย่างนี้นะ ทีนี้ตัวเองก็มองมามองไป มองไปมองมา ก็ผลไม่เหมือนกัน ก็อยู่ได้ที่นี้เราไปอยู่ในป่าในรก ผลไม่ที่ไหนมี ขนมก็ไม่มี ก็ต้องอาศัยน้ำแกงเนี๊ยะ คนๆๆๆกับข้าว ข้าวเหนียวนี้ เดี๋ยวๆกลืนอันนั้นมันเรื่องของกระเพราะ ที่จะเอาเข้าลงคอให้มีกำลังบำเพ็ญไม่ใช่ท่านจะติดแกงหน่อไม่ แล้วก็เอาน้ำมาซดอร่อย ไม่ใช่มันคนละเจตนา เราต้องดูเจตนาเป็นหลัก พระพุทธเจข้าบอกว่าเจตนาเป็นหลักยืน เออ พระพุทธเจ้าบอกเจตนาบุญยังวะดามิ โดยเจตนาเนี่ยเป็นบุญกับบุญ เจตนามันเป็นไปแบบไหนล่ะ บางคนอ้วนท้วมสมบูรณ์ เป็นไปเพื่อผิวพรรณเปล่งหลัง ทำเพื่อมีความสุขอะไรก็แล้วแต่ เหล่านี้มันเป็นกิเลสทั้งหมด เมื่อฉันของเขา เพียงเพื่อเลี้ยงร่างกาย แล้วเอากำลังเอาออกมารบความเครียด มันไม่มีปัญหาอะไร อันเนี๊ยะ ความคิดของท่านเจตนาของท่านมันถูกต้อง ไอเรานี้ซิมันยังไม่เป็น ก็นึกว่าท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน ก็ได้ไปเดาเอง ผลที่สุดเกิดวามมัวหมองต้องขอขมา พอขอขมาเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่วันนั้นสมาธิ
สมาบัตินี้อย่างเดิม เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่มี คุณความดีเนี๊ยะเราคิดได้หรือ บาปมันหวีขึ้นล้านเท่าพันเเท่า จนทำสมาธิไม่ได้ แทบจะเสียคน ต้องขอขมาลาโทษ อย่ามาทำอย่างนี้เลย เขาเราปุ๊บ อันนี้มันเป็นอย่างนั้น มันเรื่องของครูบาอาจารย์นี่ เราจะเอาเราไปเทียบไม่ได้เด็ดขาด เพราะว่าการรับปรับปรุงจิตใจ การบังคับเจตนาการดำเนินของท่านกับเรานี้ มันคนละอย่าง เพราะฉะนั้น จะเอาเราไปเทียบท่าน มันเทียบกันไม่ได้ ตัวเองเข็ดเลย เข็ดเท่าวันตายไม่เอายอมแพ้ มีแต่แพ้กับแพ้ตลอด อันนี้เล่าสู่กันฟัง เพราะฉะนั้นวันนี้ หมอมาขอขมาแล้วก็ดี เราอยู่ด้วยกัน มันก็ไม่แน่ ไอ้ความคิดที่เป็นบาปเป็นกรรมมันมี คำพูดที่เป็นบาปเป็นกรรมมันมี บางทีมันอาจจะไม่มี เฉพาะชาตินี้ คนเรามันเกิดชาติเดียวซะที่ไหนล่ะ มันมากี่ชาติละ สมัยก่อนเราทำอะไรกันไว้บ้าง มันไม่แน่ เพราะฉะนั้น ความวนเวียนนั้นมันมาถึง มันก็อาจจะวนเวียนขึ้นมา มาบันดานจิตใจให้แสดงออกมา เกิดไม่พอดกพอใจ มองอะไรก็ไม่ดี มองอะไรก็ไม่ถูกโฉลก มองอะไรก็มีแต่ความไม่ดีทั้งนั้น จิตงุ่นง่านไปหมอ ความมีเวียนมันแสดงออก เราไม่รู้จักระงับเวรมันก็เอาละซิทีนี้ เปลี่ยนไปในรูปของเวร มันก็เอาไปใหญ่เลย จนกว่าเราจะรู้ตัวตายเลย พังซะแล้ว พังเสียแล้ว คิดสายเสียแล้ว เลยเกิดเสียแล้ว อือ มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการขอขมาลาโทษนี่ เรามักจะพูดว่า เสมอกรรมอันใดที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกิน อันเป็นอดีตชาติใดก็ตาม ปัจจุบัน ณ.กาลนี้ก็ตาม จะเป็นต่อหน้าลับหลังก็ตาม มีเจตนาไม่มีเจตนาก็ตาม สิ่งที่ระลึกได้อยู่ตามสิ่งที่ลืมไปแล้วก็ตาม กรรมทั้งหมดจงอโหสิ ขอครูบาอาจารย์ และหลวงพ่ออโหสิ  เมื่อท่านอโหสิให้เอามันก็แล้วกันใช่ไหมแล้วจริงๆ   ก็อยากจะพูดเหมือนกัน ให้อโหสิสักหน เมื่ออโหสิแล้วก็ไม่มีอะไร หมดกรรมหมดเวร แต่เราไม่ได้พูดโดยวาจา เราต้องแน่นอนในใจจริง ขอขมาทั้งใจ เราทำสมาธิมันเรื่องของใจ การขอขมาก็เรื่องของใจ ต้องน้อมใจลงไปจริงๆ ไม่ใช่ทำแต่เล่นๆ หลอกๆลวงๆ เอาจริงๆ กรรมนั้นจึงจะหมด อันนี้มันเป็นอย่างนั้น เออ ถ้าคนเราเกิดชาติเดียวตายชาติเดียวไม่มีปัญหา แต่นี่ พุทโธ้ คนเรากว่าจะมาเจอกันได้ เกิดความพออกพอใจกันได้มาเกี่ยวข้องอันได้แล้วคนมีเวรทำไมไม่แบ่งดวรกันเล่า เจอแล้วพออกพอใจ อยากจะหักคนทิ้งละบางคน อันนี้มันเป็นไงเราไม่ต้องไปด่าไปว่าเขา เกิดมาแล้วไม่เจอกัน เมื่อไม่เจอเขาก็ไม่เกลียดเรานะ โอ้ยเราไม่รู้หลอก ไอ้ชาติเบื้องหลังนะ เรามันเคยทำอะไรกันมาเรารู้หรือ มากี่ล้านชาติแล้วเราเกิดมา จนกว่าเราจะรู้จักรักษาศีล ภาวนาเนี๊ยะ เราเกิดมาเป็นคนมากี่ชาติเราเป็นสัตว์เดรัจฉานมาเท่าไร จะเจอศาสนา เจอพระพุทธเจ้ามากี่หนแล้ว มันถึงเป็นอย่างนี้ได้ เอากันเถอะ เพราะฉะนั้น การเกิดมานั้นมันนานเหลือเกินแล้ว ไอ้ความเกี่ยวข้องกันในระหว่างมันมากเหลือเกินแล้ว จึงทำให้เกิดความพออกพอใจกัน เลือกไปด้วยกันและกัน เขามาประพฤติปฏิบัติ แต่บางครั้งบางคราวอาจมีเวรมาตัดรอน ไอ้ตัวเวรตัวนั้นเป็นตัวเบื้องหลัง เขามาสนับสนุน เราก็ไม่รู้จักระงับเวรตัวเอง มันสายกันใหญ่ เพราะฉะนั้นการภาวนาเนี๊ยะ เสมือนสร้างอาวุธความมีเวียนเกิดขึ้นมาตัดฐาน เออ ทำหรือเรียกว่าทำอาวุธเนี๊ยะ กิเลสมันลุกขึ้นมาตั้งทำลาย เออ เอาอย่างนั้นสู้กันอยู่ตลอดเวลา นั่งมองใจตัวเองตลอดเวลา ว่าเรากำลังคิดเรื่องอะไร เล่ามาเลย นี่เรื่องกิเลส เฮ้ย ภิภพ เรานั่งอ่านวิเคราะห์มันดู เรานั่งภาวนาเรียนภาษาไง ดูใจชำระใจ ชำระกิเลส ทำลายภพของใจ อันนี้หลักมันเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาอย่างนั้นเสียแล้ว เล่นบอกกันหมดเลย เอานอก ดีไม่ดีเดี๋ยวได้พอจุดเทียน อาตมาเคยฟังพระอาจารย์สด หลวงพ่อ สด วัดปากน้ำ พากันเอาเทียนมาจุด เอาเทียนจุดแล้วเอาแก้วไป เอาน้ำใส่ไว้ฝอยๆ หาของใสๆมา มาเพ่ง เพ่ง มองจนเห็นของเนี๊ยะติดตาแล้วมองเป็นนิมิตอุกะ เออ มองจนกระทั่งออกไปเข้ามา กว้างใหญ่
          แคบเข้าเล็ก สุดแล้วแต่ บังคับความมืดออกหมดมีแต่ความขาวสะอาด แล้วก็เอาใจเข้าไป เขาก็พอไปดูนรกสวรรค์ แม้ไอ้เราก็บ้าซะสิ้นดีเหมือนกัน มีแต่เรื่องกระเซอะกระเซอ ออกข้างนอกนะ สร้างภพสร้างชาติ จนที่สุดพบเขาว่า เออเธอก็เป็นได้โว๊ย ลูกเอย ช่วยพ่อสอนหน่อยเถอะ จะให้มันสำเร็จอย่างไรวะ เห็นสาวๆมันยังชอบอยู่นี่วะ อะไรน่ามันจำสำเร็จอย่างไรนะ เขาด่ามันยังหงุดหงิดอยู่นี้ มันยังไม่สำเร็จหลอกน่า กิเลสมันยังไม่หลุดนี้น่า มันเบาลงเฉยๆ เนี๊ยะจะกระทั่งที่สุด หลักสูตรของหลวงปู่มั่นภูริตตเถร ท่านบอกว่าเรียนภาษาใจ ดูกิเลสของใจ ดูภพของใจ หาอุบายวิธีชำระ พุทโธ เนี๊ยะ นามพระนามของพระพุทธเจ้า เอาไว้ ลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นสาธารณะกรรมฐาน จึงทุกจะแต่งตึง ลูกเข้าเข้ามา เอามันทั้งวันทั้งคือ นอนหลับแล้วกันไป ตื่นเช้าขึ้นมาลูกเอย เอามันเถอะ ไถนาแล้วลูก เออ ไถนาทำไง ควายมันยังไม่เป็น คนหนึ่งไถคนหนึ่งลาก อือ จับสนตะพายเลย เออ เชือกไม่พอ จับสนตะพายเหนียวมาเลย จากก็ดิ้นไปดิ้นมาตามประสา จากนั้นก็ลากเข้าร่อง ดึงเขาไป มันดิ้นเราก็ดึง คุม มันก็เอ้งออกไปข้างๆมั่งดึงเข้ามาบ้าง เวียนกันไปเวียนกันมา แนวคันไถมันก็งอไปงอมา เป็นวักเป็นเวียง เพราะควายมันดิ้น เนี๊ยะ เออ นานาเข้าๆเออ ชักจะลงร่องเนี๊ยะ นานๆเข้า  นานๆเข้า เออ เชือกอีกข้างลงมาซะแล้ว ข้างหนึ่งติดสนตะพาย ผลที่สุดจับปลายเชือกจูงจมูก ผลที่สุดจับเชือกสนตะพายไว้แล้วเดินนำหน้า อีกซักเดี๊ยว แก่ก็ไปล้ว จนเสร็จสรรพ แก้เชือกออกไปกินหญ้าฉันใด ลูกเอ๋ย เอาเถอะ พุทธโธเนี๊ยะ ให้มันชำนาญอย่งไปกลัวมันลูก อย่างไปกลัวมันโง่ อันนี้มันสร้งอำนาจจิตเหมือนกันเอา ตั้งใจ ตำราที่ลูกเรียนมาทั้งหมดนี้มันผิดหมด เอาตั้งใจเรียนเลย เอาให้มันได้ผล ไอ้ที่เรียนมาเนี๊ยะมันแค่เนี๊ยะ จะเราเรียนมาต้องมากมาย ยังไม่สำเร็จ เขาเรียนมาตั้ง 9 ประโยคยังสำเร็จ ให้เรียนแค่นี้จะสำเร็จได้อย่างไร ลองมุทะลุดูซิ ก็มุทะลุกัน พุทโธๆดู นั่งก็พุทโธ นอนก็พุทธโธ จะลุกจะเดินจะเหินจะนั่ง นานต่อนานเข้า เออ ชักดีซะแล้ว จะลุกทีหนึ่งก็เรียนร้อย จะนั่งลงทีหนึ่งก็เรียบร้อย มันเกิดมัดดะสะมันซี ความพร้อมทั้งสติปัญญา เออ มันพร้อม เราจะหยิบของจะหยิบยังไง เราจะหยับของจะวางก็วาง ไม่ใช่อย่างนั้น เราจะหยิบเราก็นึกเสียก่อน แฟ้บกันสบู่ ถึงเวลาก็วางกับสบู่ มันชักเอาซะแล้วมันชักจะเริ่ม เริ่มๆขึ้นมา ชักเริ่มเป็นขึ้นมา ไม่ว่าจะมองซ้ายจะแลขวา ไม่กะลุกกะลน จนลุกจะเดินจะเหิน มันเริ่มสุขุมไปเรื่อย มันจับไม่ทั้งหมด กิริยาก็เหมือนกัน หมายความว่าสติตัวนี้มันร้ายกาจ พาจิตไปต่ออารมณ์สัญญา แล้วก็จับสติตัวนี้เหมือนจับควายไปไว้นา เอาสติตัวนี้ไปใช้งาน เหมือนจับควายตัวนี้ไปใช้งาน อย่างเนี๊ยะเออ ชักได้ผล นอนหลับแล้วกันไป ตื่นขึ้นมา เราไม่ได้นึกมันเป็นเอง พุทโธ เหมือนควายในนั้น ลอยริ้วเหมือนกัน เป็นเองซะแล้ว นี้ชักจะแน่ซะแล้ว หนี้ซะแล้ว เท่านั้นเอง พอสมบูรณ์แค่นี้เรารู้ทันทีว่า เออ จิตต่ออารมณ์สัญญาไม่ได้เลยอารมณ์เราเลือกได้เลย เวลาเขาด่าแม่ ไม่เอาฟัง ดึงจิตเข้ามาเลือกอารมณ์ที่ดีมากคิด อารมณ์ที่มีประโยชน์เอามาคิด สามารถสั่งอารมณ์ก็ได้ เข้าไปเรียนภาษาใจแล้วค่อยๆเริ่มกระจ่าง นี้กิเลสของใจ อันนี้ภพของใจ อันนี้เริ่มอ่านกันออกออกไปออกมา ออกมา เออ ชักเช้าท่า สมบูรณ์ขึ้น พอเราเรียนภาษาของในเสร็จ ชำระใจของเราสะอาดเสร็จ เราก็ไปมองคนอื่นออก มันชักจะมองออก ทีนี้การมองออกทางนี้ มันมาออกในไปไหน ถ้าจะพูดถึงสมาธิอันดับของเขาแล้วเบื้องต้นได้วิชาหนึ่ง คือสมาธิอันดับ 2 อันดับหนึ่งก็ไม่ได้สมาธิการไม่ได้ ชาญเหล่านี้ รู้ได้แค่หนึ่งรู้อกเขาอกเรา มีความเมตตาอารี ความสุขุม อันนี้แน่นอน อันดับที่ 2 เราลงไป มันผลเสีย เสียงไม่มี ติงไปความรู้สึกจิตด้วยตน อันนี้ได้วิชาต้น ทุกสิ่งที่คาดหวังไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง เรารู้จักหลังได้แจ๋วเลย ครั้นเราไปอ่านภาษาใจจนสมารถมองเบื้อง
พลังของใจ เขามาจากไหน ลิ่วเลย ชัดเจนมาก อันนี้ก่อให้เกิดความเศร้าสลด เพื่อต่อความเป็นอยู่ เกิดมาก็ตายเกิดมันก็ตาย เป็นสัตว์เดรัจฉานมันก็ตายเป็น มนุษย์มันก็ตาย แต่และกาล เป็นสัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์มีความทรมานทั้งกายและใจ คือหมายความว่าอยู่บนทุกข์ ยิ่งเห็นคนก็ยิ่งเบื่อคลายขึ้นๆ ทีนี้ชักเริ่มชัดเริ่มแล้ว อันนี้เป็นคุณสมบัติของผู้พัฒนาอันดับที่ 3 ดิ่งลงไปนั้นไม่มีอะไรกวน ความรู้ไม่ค่างกัน ความรู้ไม่ได้มาจากประสาทสมอง เป็นเรื่องของใจ รู้จักใจเป็นโดยชาติฐานะ อันนี้ได้วิชาองค์ที่  2 คือสูตรศักยะวิชชา พวกเราเกี่ยวข้องกันมาจากไหน เคยเป็นอะไรกันมาเคยสร้างบาปด้วยกันมาหรือเปล่า เคยทะเลาะกันมาไหม เคยทำอะไรต่อกัน เคยมีเวรต่อกันอะไรบ้าง บรรดาผู้ถึงระดับนี้เขาจะเปลี่ยนเลย คนรู้ภาษาอย่างพระพุทธเจ้าตอนเข้าปุ๊บ จะมองดู เฮ้ย วันนี้คนเกเกี่ยวข้องในฐานะคือใคร ท่านผู้นั้นสร้างบารมีมานานได้ควรได้ธรรมขนาดไหน เพราะว่ามันดิ่ง เจอคนตามรูปตามงาน ร้อยแปดพันเก้าคนมา หาหูไปทางทางมาทางดิ่งๆๆๆ มองแล้วน่าจะมองในแง่ว่า พระพุทธเจ้าขัดจิตเสร็จแล้วก็น่าจะสอนน่าจะเทศน์ ทำไมถึงไม่สอนไม่เทศน์ ทำไมถึงดิ่งไปกาคนนั้น มันน่าอคติ เอาเฉพาะคนในสายตัวเอง พระพุทธเจ้าเอาเฉพาะคนในสายผู้สร้างบารมีร่วมกันมา ผู้เคยอธิษฐานร่วมกันมา พระองค์จะไปโปรดธรรมะ คือน้ำที่โปรยลงไปนั้น ฟังแล้วทราบซึ้งเข้ารูปุ จิตถึงใจยอมรับทุกอย่างไม่มีทิฐิมานะ ไม่มีกิเลสเข้ามาค้าง มันก็เลยกลายเป็นโสดา เพราะอะไร โสดาเป็นโตะนี้ ฟังรู้เรื่องโสดาเป็นโสตะ โอ๋โฮ้ฟังรู้เรื่องหูเปล่าฟัง ถึงเรียกว่าโสดา โสดาไม่ใช่โสดาอยู่ข้างนอก แล้วก็ไปสอบ อันเนี๊ยะบันดิตรามคำแหง ไม่ได้เรียนทางสมาธิสมาบัติเพียงแค่ฟังแล้วก็เกิด เข้าใจ ยอมรับนับถือ สักยะทิฐิความงอแงงพยองพองขนมันหมด ในเมื่อตัวนี้มันหมดไปแล้ว ทีนี้ก็เชื่อคำสอน ก็รับเอา แล้วไปปฏิบัติก็ไม่ลูบไม่คลำให้เหมือนเดิน ตรงเผงในเมื่อมันไม่ไปก็ถือว่าเราทำนอ้ไปแล้วอะไรมันเหลือตั้งโยช โสดาไม่ตาย บวช พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ไปเทศน์ที่ไหนคนรักโสดาเป็นกองเป็นกือเพระาฟังแล้วมันเกิดความเข้าใจ หูโสดา โสตะแปลว่าหู โสตะชิหู เรียกว่าเป็นพวกที่ฟังรู้เรื่อง เกิดโสดา ไม่ใส่ได้ตัวสมาธิสมาบัติ บางองค์อธิบายสมาธิ ทำไปอย่างนั้นจะเกิดมันก็เกิด ไปถึงอันดับนี้จึงสามารถได้โสดาบันไปถึงนั้นถึงนี้จะใช่มาคะปฏิมาคะ ไม่รู้เรื่องเอาจริงไม่เข้าใจเอาเสียเลย อันนี้เรียกว่าโง่ เขาไม่โง่หลอก ก็ไม่อยากว่าแต่ว่าไม่เข้าระบบโสดาไม่ได้เกิดจากสมาธิสมาบัติ มันเกิดจากรได้ยินได้ฟัง โสดาคือโสตะ คือหูนี้ ว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน อันนี้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อันนี้เล่าสู่กันฟังการบำเพ็ญนั้น อะไรมันจะเกิดถ้าออกไปข้างนอกนั้น มองไปหาแสงสว่าง บางคนมาอยู่ตรงนี้วันนี้ผมทำสมาธิดีเหลือเกินเป็นไป โน้น เนี๊ยะ สว่างโล่งไปถึงยอดเขาสุกิมโน้นแนะ โอ้โฮ้ สว่างจริงๆ โอ้โฮ อะไรกันนะ โอ้ย ไอ้นี้ก็พอ ไอ้โน้นก็พอ หลงโลกอยู่ละเนอ หลงอยู่ละหนอ ภาวนามันเรื่องของใจเราอย่างไปมองภูเขาไปมองอะไรข้างนอกมองที่ใจนี้นี้เอาพุทโธคู่กับใจ พุทโธคู่เข้าไปจนกระทั่งมันจำเอง ต่อไปใจมันยอมจำนน สติคุมอยู่แล้วต่อจากนั้นไปง่าย เราเหลียนอารมณ์ที่ดีที่เสียได้ เขาด่าพ่อด่าแม่ อย่างอาตมาตาเขียวๆเนี๊ยะ เขาเรียกไอ้มืด เออ ก็รู้แล้วว่าเรามันเขียน ก็มันพูดอย่างเนี๊ยะ พูดมือก็ได้ แค่มืดกับมืดแค่เนี๊ยะ พูดให้มันขาวได้ยังไงงะ เออ พอนึกในใจก็หัวเราะ เออ เขาว่าไอ้ลาวจริง พ่อก็ลาวแม่ก็ลาว ถ้าไปบอกฉันเป็นฝรั่งมันไม่ถูก ก็ฉันเป็นลาวนี่ ก็นึกในใจ แค่นั้นแล้วก็นึกหัวเราะในใจ ตอนนี้หมายถึงเราไม่เกี่ยวข้องตัดออกไป ลาอารมณ์เหล่านั้น ไม่เอามา เราก็เอาใจของเราไปหาอารมณ์ที่อื่น คิดเฉพาะอารมณ์ที่ดี ที่จะบังคับได้ ต่อจากนั้นแล้วทุกวสิ่งทุกอย่างน้อมเข้ามาเอง ให้เกิดใจรักความไม่เที่ยงเป็นเบื้องต้น ได้คณิกะเลย คณิกะไปถึงตุนะระไปแล้วเกิดมาเราตาย เราตายๆแล้วเกิด แค่เนี๊ยะไม่เที่ยงยังก็ไม่เที่ยง แม่ก็ไม่เที่ยง จู่ๆเป็นผัวเอาตัวเป็นคนอื่น อยู่เป็นเมียเรา อ้าวกลายเป็นเมียคนอื่น เงินทองของเรานะเป็นกองเป็นกืออีก
                ไม่แน่หลอกน่ะ วันนี้ได้ร้อยบาท พรุ่งนี้หายไปแล้ว ไปไหนไม่รู้จะซื้ออะไรก็ไม่รู้ เนี๊ยะมันเวียนอย่างเนี๊ยะ มันแน่ที่ไหนล่ะ ตลอดชีวิตของคุณมันแน่ที่ไหนล่ะ มันไม่เที่ยง อย่างการเป็นทุกข์ เคยเป็นทุกข์ นี้ก็ทุกข์ กายเกิดเราก็ทุกข์ จิตถูกเขาบีบบังคับ แล้วอารมณ์ไม่ดีมามันเป็นทุกข์ไหม อนัตตา ร่างกายมันตายแล้วเป็นไง ก็เป็นดินไปงั้น มันตัวของเราเองที่ไหนร่างกายนี้ใจของเรา นั้นละตัวของเราคือใจ ไอ้กายเป็นของเราที่ไหนล่ะ เขายื่มมาใช้ชั่วคราว เดี๋ยวก็ไปแล้วมันก็เกิดความทุกข์ตลอดไป ไม่ยอมกลับ ไม่อยากกลับ เพราะนั้นวาระจิต ก็เปลี่ยนจาสภาพเดิมเป็นอีกแบบหนึ่ง มองสภาพความเป็นอยู่ไปคนละเรื่อง ชาวโลกคิดอย่างไร อันนี้ชาวโลกว่ามันสุข ก็เหมือนเด็กอ่อนขี้เป็นขี้ มันสุขของมัน แต่เราไม่สุข เราเห็นแล้วสะอิดสะเอียน เด็กมันไปผวาๆจะจับไป เออ อะไรนะ จับไปไหม้มือ อือ แล้วเรานั่งมอง เด็กอ่อนมันจะเป็นไง เราต้องมแงชาวโลก สาวเจอแต่เรื่องเป็นทุกข์ เป็นทุกข์วิ่งไปกินเหล้า เกิดความทุกข์วิ่งไปเล่นการพนันเกิดความทุกข์วิ่งไปหาอีหนู ระบายความสุข มีแต่จะทุกข์ ความๆ วันมาหนีทุกข์จะไปหาทุกข์ ทั้งงั้นเลย นี้มันเป็นอย่างงั้นทั้งงั้น เพราะนั้นเรามองชาวโลกให้หลุด มีแต่วิ่งเข้าหาทุกข์ ไม่ได้วิ่งหนีทุกข์ เนี๊ยะ เราก็นั่งมอง มองตัวเราแล้วมองเขา เอาอะไรกันนี้ เกิดความเมตตา อันนี้ทำถูกมัน จะเป็นอย่างนี้ก็เอาเลย เอาเลย ถ่างใจออกไป ทุกทีๆ ชำระไม่ได้ว่าอย่างงั้น เถอะ เอ อันนี้เป็นอย่างนั้น อ้าวยุติเถอะ มันยาวไปแล้วอ้าว พรมน้ำมนต์เถอะเอาเข้ามาๆใครจะพรมน้ำมนต์ พูดยาวไปหน่อยวันนี้ไม่ดี เดี๋ยวเขาจะหาว่าพูดมาก เดี๋ยวอยู่ไหนหนอ…….อ่านตำราบาลีเลย อ่านกันเป็นตุ้งๆเลย คุยไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่เรื่องใหญ่หนอ สมัยก่อนอาตมากระเซอะกระเซิงนะ เป็นนักปาฐกถา ไปหาเป่าคนโน้นบ้าง เหมือนหมานะ เห่าไม่รู้เรื่องรู้ราว เดี๋ยวก็โดนค้อนล่ะ หนวกหู โอ๊ย เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว ต้องคุยกันเฉพาะๆละ เวลานี้เขาดึงไปหาเสือกทั่วบ้านทั่วเมืองกระเซอะกระเซิงอาจารยืพูดเนี๊ยะมันมีหลักการที่ถูกต้อง แล้วฟังเขาพูดแล้วมันไปหนหลัง เขาก็เรียนผ่านมาทั้งนั้นแหละ ไอ้สิ่งที่อาจารย์พูดออกมามันจะเอาเครื่องมาชนกันเรื่องเลย ฟังแล้วมันเห็นเป็นตัวเป็นตน มันเห็นทางที่จะพ้นทุกข์ ว่าอย่างงั้นเถอะถูกแล้วขึ้นอีก อ้าวอันนี้กรมทางหลวงแผ่นดินเทศน์เสียแล้วไม่ยอมต้องต่ออีกเห็นไหม๊ว่าผูกขาดตลอด กรมทางหลวงแผ่นดินเอย โน้น เข้าทำเนียบรัฐบาลโน้น เมื่อวานนี้ก็ยันเข้าไปโน้น เออ งบประมาณแผ่นดินโน่นนะ เออ กระทรวงการคลัง เอาเทศน์แล้วก็เอาอีก ขอต่อเรื่อย เราก็พูดไม่ค่อยเป็น ต้องไปหาบาลีโน้นอันโน้นมาจากคำภีรย์นี้ ก็คุยกัน เราพูดแล้วเขาหาว่าบ้า พูดทำไม่ไม่อ้างคำภีรย์ ไม่ย้องธรรมะพระพุทธเจ้าวะ เราประสบการณ์ทางนี้นี้นะ เราก็พูดตามประสบการณ์ซิ เรื่องอะไร ฮ่ะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าคืออะไร ไม่ใช่อยู่ในตำรา ตำรามันคือตำรา ธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตัวคนนี้ ความไม่เที่ยงล้วนแต่อยู่ในคนนี้ใช่ไหม๊ กิเลสเรื่องของจิตใจห่วง…………………จะเล่าถึงเรื่องสวดให้ฟัง การสวดนี้ เราจะต้องให้เสียบนี้เป็นอารมณ์นะเราจับที่เสียงเป็นอารมณ์ และพยายามอธิษฐานจิต เข้ามาถึงวัตถุมงคล อันนี้การสวดนั้น คืออย่างสมภาณ สวดเนี๊ยะแก้ไม่ตก เขาก็เป็นโรคประจำตัว เรียกว่าโรคประจำตัว อย่างสมภาณ ธรรมดาที่สวดพุทธาภิเสก หรืออะไรก็แล้วแต่เราจะไม่สวดแบบนี้ สมัยก่อนอยู่กับ ทิด ปุ่น ก็ต้องฝึกกัน มีทิดอบไพ ทิดปุ่น เนี๊ยะเสียงดี สวดเข้ากัน เราจะต้องมีกติกากันเลยว่า เราอย่าหยุดนะ อย่าหยุด มีความจำเป็นจะหยุดเนี๊ยะอีก 2 องค์  รับไปเต็มที่เลย อย่างปล่อย องค์หนึ่งก็ต้องแอ้ เสร็จแล้วให้รีบเลย พอ สะเหล็ดหลุดให้รับเลย ตรีตามลานเข้าลอก สวดต่อ แล้วทำไม่ถึงทำอย่างนั้นโดยมากชาวพุทธนี้ ฟังอะไรต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก จะต้องอาศัยเสียเป็นอารมณ์ แล้วอาศัยสมาธิปรับจิตอยู่ พอดีๆ ที่นี้สำคัญพอหยุดลมหยุดสวดลงผุ๊บนี้ ในระหว่างปรับอันดับจิต ก็จะปรับลำดับจิตให้อยู่หนึ่งพอดีเนี๊ยะ มันจะพลิกเลย จิตมันจะพลิกจะออกล่ะ ลอกแลกๆ มันจะออก เขาเรียกว่าจิตมันปริ้นกลับ มันพลิกกลอก มันจะออก ต้องสะกดแรงๆ ทำให้เสียจังหวะการแผ่เมตตา คราบแห่งเมตตาเนี๊ยะ มันก็เลยขาดไป อือ ไม่สมบูรณ์ เพราะนั้นถ้าสวดแล้วไม่หยุด จับเสียงมาเป็นสมาธิแล้วเป็นอารมณ์ พลังแห่งความเมตตาเนี๊ยะ มันจะไหลเข้าไปสู่วัตถุมงคล อยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นอย่างงั้น โดยเฉพาะพระเณรวัดเขาสุกิมนี้ ไม่ค่อยสวด แต่สวดมนต์ก็เหมือนกัน ปล้ำกันหน้าดู 9 องค์ สวดอยู่แค่ 3 องค์ แหน้งๆ นอกนั้นเงียบ ทำปากมุบมับ มุบมับๆ ไม่เอา เอาไมค์ให้ก็เหมือนเมื่อกี้เนี๊ยะ เอาไมค์ให้สวดก็เอามือขยับหนีไปเลย กลังเสียงมันจะเข้ง ทีนี้มันก็เอาละนี้เสียงก็ไม่มี ทีนี้ก็จับปิดอย่างนี้เสียงก็ไม่ออกต้องเปลี่ยนองค์ใหม่อันนี้เป็นนิสัยของพระเณรของวัดเขาสุกิดม ไม่รู้เป็นไง หลุดตั้งแต่สมัยทิดปุ่นมาแล้วยังไม่เคยมีเลย ตลอดปัจจุบัน ฟังสวดมนต์ไม่ไพเราะ เนืองจากพระเณรไม่สวด คือไม่ยอมสวด นั้นเอง งุบงิบๆๆ ไม่ต้องสวดมนต์อย่างเดียว นะเอาแค่เนี๊ยะ แค่เขาถวายทาง เอ ชั่วกาลนานเทอญฯ บอกให้ว่า สาธุดัง ตัวเองมันเสียงไม่ค่อยมี สาธุ เขาไม่เล่นด้วย เออ วันหลังเอ๋ย สาธุดังๆ ให้เเขาชื่นใจหน่อยซิ สาธุด้วยกัน ด้วย ตลอดกาลนานเทอญฯ เงียบกริบ เออ มีอาจารย์ริดเนี๊ยะ ร้องดังหน่อย สาธุ มีอยู่ 2 องค์เท่านั้นเองแหละ นอกนั้นเงียบกริบ แม้ขึ้นกันมา 3 เดือน 4 เดือน 4-5 ปี-10ปีไม่ไปเลยหยุด หยุดบอกเลยทีนี้ คือไม่เล่นด้วย มันเลยหมด อันนี้เป็นอย่างนั้น เราจะสังเกตได้เวลาเราไหว้พระเราสังเกตซิ สังเกตองค์ที่จะรับจะต้องเอาไมค์มา แล้วส่งเอาไปไกลๆ ไม่กล้าสวดใส่ไมค์ อย่างอิติปิโ มันไม่มีอะไรหน้าติดนะ กลัวจะติดกลัวจะอาย ก็ลังเสียงจะออก อมภูมิ อันนี้ไม่ได้ เออ ผมเองนี้เป็นใหญ่ที่นี้ อยากจะดูลูกหรือพระเณรตัวเอง แสดงความสามารถ สมัยก่อนครูบา;อาจารย์สั่งอะไรล่ะ ให้ทำไอ้นี่นะครับ เราก็ต้องแสดงความสามารถ เรามีความสามารถแค่ไหน เราสู้สุดความสามารถ ไม่ใช่เราไม่สู้ เราสู้มันได้แค่ไหนเราก็เอาแค่นั้น ถ้าสวดล่ะก็ไม่ว่า อาจารย์นั้นบอกว่าอันนี้เริ่มให้ศีลนะ กระผมรับทันที เอาให้ศีลเอาเลย เออ แสดงความสามารถให้ครูบาอาจารย์เห็น ครูบาอาจารย์ท่านปั้นเรามานะ ทานปั้นเรามา ท่านก็อยากจะดูความสามารถ ผลงานที่ท่านให้เรามันได้ผลไหม๊ ครูบาอาจารย์ท่านวัดตัวท่านทุกวัน ทุกวัน ที่ท่านทำกับพระเณรเนี๊ยะได้ผลไหม๊ เนี๊ยะ ท่านต้องดูถ้าผลปรากฏออกมาแม้แต่สมาธิจะดี การสวดก็ดีการสาธยายอะไรก็แล้วแต่ ท่านขึ้นมาแล้วได้ผลเนี๊ยะ ท่านก็ต้องใจภูมิใจ แม้แต่ญาติโยมในวัดเองในเมื่อพระเณรของตัวเองสดดี ฉะฉานชัดเจนดี โอ้ ญาติโยมดีอกดีใจนะ ถ้าพระเณรสวดไม่ดีเนี๊ยะ ก่อให้เกิดความอับอายขายขี้หน้าเนี๊ยะ แม้ญาติโยมหน้าเหลือเท่า 2 นิ้วนะ เออ ว่าไง วันนี้ดูหน้าโยมใหญ่ แม้โยมใหญ่อุตสาห์เอาข้าวมาเลี้ยงทุกวันๆ วันพระเลี้ยงดูดีอกดีใจว่า พระเณรของเรานี้อยู่ มีชื่อเสียงโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศ แม้โยมใหญ่ไปนั่งพระเณรไม่นั่งสวดมัตติกา ธรรมดาศพแถวนี้เขาไม่สวดมัตติกาธรรมดาถ้ามัตติกาก็ต้องตอนเอาไฟเผา พอมัตติกาเสร็จบังสกุล เสร็จก็เผากัน ธรรมดาเขาต้องสวดสังคหะ อันนี้ไม่ยอม ซัดมัตติกาเลย ผิดสูตรเข้าแล้ว แม้มองหน้าโยมใหญ่ เหลือแค่ 2 นิ้ว นี้เอง ชาวบ้านเขาก็มองตาเดียว มองพระกับมองหน้าโยมใหญ่ โยมใหญ่ไม่รู้จะบีบคอตัวเอง เอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหนดี ว่างั้นเถอะว่าไปว่ามาหลงซะซ้ำอีก แม้สวดผิดสูตรแล้วยัง
หน้านิ้วคิ้วขมวด แล้วยังผิดไปอีกซิ
               อย่าปล่อยมากนัก เพราะเอาเสียงเป็นอารมณ์นี้   ปรับระดับอยู่ในสมาธิพอดีพอดี ถ้ามันลึกลงไปถึง    อุปัจจะระเสียงก็ไม่ดีไม่รับเสียง เราต้องปรับลงไป แค่ครึ่ง คณิกะ หรือคณิกะสมาธิเท่านั้น ก็พยายามจับเสียงเป็นอารมณ์ฟังแล้วก็แผ่นเมตตาสายแห่งเมตตาเนี๊ยะ จะไหลไปพร้อมกับเสียงนะ ไหลเข้าไปหาวัตถุมงคล มันเหมือนจับต่าย ก็วิ่งตามด้ายเหมือนอย่าวงนั้นนะ ความรู้สึกนะ เออ พลังแห่งความเมตตามันไหลเข้าไปตลอด พอไปหยุดที่หนึ่ง มันก็ตะแคงปุ๊บเลยจิตะแคง วุบวับๆ แม้มันไม่แน่ละซินี่ ไม่แน่ละวูบวาบๆละทีนี้ พอเสียงขึ้นมา 2 เสียง ทีนี้จิตก็นิ่ง นิงรู้สึกมันนิ่งดี เหมือนกับรถนั้นแหละ เออ รถมันมี 4 สูบ ถ้ามันติด 2 สูบ ไม่ติด 2 สูบ รถมันก็งุบงับๆๆ พอมันติด 4 สูบ ปุ๊บ มันก็นิ่ง มันเป็นอย่างนั้น เพราะนั้นการสวดนี้ มันต้องสวดสม่ำเสมอ จำเป็นจะต้องกระแอม องค์หนึ่งก็ต้องรับไปแข็ง เออ กระเอมปุ๊บ ต้องรับเข้าทันที ต้องพยายามประคับประคอเสียง เอาไว้ ผู้ฟังทั้งหลายแหล่ ฟังแล้วมันเคริม สนุก สมัยก่อนนี้ ทิดปุ่น เขาอธิการเลย ถ้าใครไปหยุดกันบ่อยๆนี้ต้องว่ากันรุนแรง เอง ต้องว่ากัน อย่าไปหยุดซิ โยมเขาฟังนี้เมามีสมาธิ เขาต้องอาศัยเสียงเราเป็นอารมณ์ เราต้องพยายามสวดให้สม่ำเสมอ โอ้ย สมัยนั้น ปุ่นเอย มันยอดเลยๆ ตั้งแต่ปุ่นสึกออกมาทิดประไพรหนี ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ทิดปุ่นเอย ไม่เคยเลยที่จะฟังไพเราะ แม้ สวดมนต์เหมือนกัน ปวดหัว เออ พูดแล้วก็ปวดหัว อันนี้ไม่ได้แสดงความกล้าหาญชาญชัย แล้วพยายามอ้าว วันนี้ฝึกกัน อ้าววันนี้น้าฝักกัน เอาฝึกกัน ต้องสอนต้องสอน ตัวหนังสือแต่ละตัวแต่ละตัวเสียงออกมา ไอ้ตัวนี้มันตัวนั้นนะ ไอ้ตัวนี้มันตัวนี้นา ไอ้นั้มันตัวนี้ ไอนี้มันตัวนี้ๆ เฮย ตัวนี้มัน ฆอระฆังนะโว้ย นี้เราไปสวดคอควายมันไม่๔ก ต้อง ฆ ซิ เอาดันเอา ฆ มาเป็น ค อีก เออ เอาอันนี้ไม่ใช่  ค มัน ฆ ว่ะ ดันสวด ฆ อีก เอากันอยู่นั้นแหละ ปรับกันทุกวันทุกวัน ทุกวันๆ สวดมนต์เสร็จก็ต้องใส่กัน อาจารย์ริดสวดมนต์เสร็จก็ต้องตามทางกาวแล้วอาจารย์ริดสวดตรงนี้ผิด ตัวนี้มันตัวนี้ ไอตัวนี้ผิดไอตัวนี้มันตัวนี้ ไอ้ตัวนี้ผิดต้องตัวนี้ เออ เอาอยู่ทุกวันต้องเอากันอยู่ ทุกวันพอสวดเสร็จก็เอากันแล้ว เร่งกันมาตามทาง ให้หัดว่า เออ เดี๋ยวนี้อาจารย์ริดก็มาตั้ง 80 % แล้วนะ เสียงอยู่ในราวซัก 20 % แล้วอาจารย์บุญเสียอยู่ 1 % สมัยก่อนอาจารย์บุญเสียงอยู่ 99 % เดี๋ยวนี้อยู่ 1 % จวนจะดีแล้วนะ แต่ว่าเสียอย่างเดียว อาจารย์บุญเนี๊ยะ ขี้ลืม ไอ้ตัวหนังสือขี้ลืมก็หยุดบ่อย เดี๋ยวหยุดๆๆ แต่เวลาสวดไปได้ บอกอาจารย์วิทบอกอาจารย์บุญสวดไปได้ 99 % แล้วเหลืออีกเปอร์เซ็นต์เดียว ตอนนั้นอาจารย์วิดบอกว่า อาจารย์ วิดใช้ แค่ 20 % เหลืออีก 80 % เร่งเข้า เดี๋ยวนี้อาจารย์วิดได้ 80 % เหลือ 20 %เออ เกือบจะเข้าล็อก แต่อาจารย์วิดนี้สวด สวดโดยชำนาญปาก ไม่มีสติ แล้วก็ผิด ลอกแล้วๆ ผิด เออ ผิดซะเลี่อยเลยต้องเอากัน ภะวะตะสัพ บอกว่าตายน้ำตื้น บอกอาจารย์ริดตายนน้ำตื้น ภะวะตุสัพผิดตลอดเลย บอกว่าให้หัดซิ ภะวะตุสัพมันไม่ใช่อะไรเลย ยากปาก เดาะ มันของง่ายๆ เด็กก็ว่าได้ ภะวะตุสัพ มาตายตรงนี้เนี๊ยะ ตายน้ำตื้นๆ เนี๊ยะ มาสียงทุกที พอลง ภะวะตุสัพเนี๊ย ไปเลย บินเลยทีเดียว ต้องจี้บอกตัวนี้ต้องอย่างนี้ ตรงนี้ต้องอย่างนี้ๆ ตัวนี้ต้องว่าอย่างนี้ เออ พอถึงถะวะตุสัพตายอีกแล้ว ตายน้ำตื้นแล้วเอาอีก เนี๊ยะพระเณรวัดเรามาเสียตอนสวด เสียเอามากๆเลยทีเดียว เสียมาก ดีอย่างเดียว ด่าไม่โรธนั้นเอง จี้ไม่โกรธนั้นเอง จี้ไม่โกรธ บอกว่าโกรธผม ผมเลิกนะไม่สอน ถ้าไม่โกรธผมผมสอน พยายามสอนใส่ไป มันตัวนี้หว่า อันนี้มันตัวนี้ อันนี้มันสระ อี ไม่ใช่สระ อิ  อ้าาว เอากันอยู่นั้นแหละ จนกระทั่งเอาไปเอามาจนกระทั่งคนทีฝึกก็ชักจะเอือมระอา คนสอนก็เหนื่อย เออ อันนี้พระเณรเรามาอ่อนเอาตอนสวด

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น